OSP ผลงานดูโดดเด่นน่าพอใจ…แต่ราคาหุ้นไม่ขยับ เพราะขาดกลกลยุทธ์หรือไม่?

ราคาหุ้น OSP ในช่วงหลังดูจะเงียบเหงา สวนทางแนวโน้มผลงานปีนี้ที่ยังดูดี โดยบริษัทคาดรายได้ปีนี้โตเลขสองหลัก โควิด-19 กระทบไม่มาก สะท้อนจากกำไร Q1/63 ที่ยังโต 4.2% ขณะที่ผลงานครึ่งปีหลังก็น่าจะโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก…แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน มีปัจจัยลบอะไรที่คอยถ่วงหรือไม่? 

ราคาหุ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ทรงตัวอยู่ในระดับ 41-42 บาท มานานพอสมควร สวนทางดัชนีที่เดินทางเข้าใกล้ระดับ 1,400 จุด ทุกขณะ ขณะที่ผลประกอบการ  Q1/63 ออกมาน่าพอใจ โดยมีกำไรสุทธิ 925.90 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจหลักไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยตรง   

แต่มีปัจจัยลบอะไรหรือไม่ ที่ถ่วงราคาหุ้นในระยะสั้น!    
*** งบ Q2 ส่อแววอ่อนแอ หลังยอดขายเดือนเม.ย.ไม่สวย

OSPยังต้องกังวลกับงบ Q2/63 อยู่บ้าง เนื่องจากยอดขายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวส์ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีในเดือน พ.ค. หลังรัฐบาลเริ่มคลายล็อกดาวน์มากขึ้น โดยOSP คาดว่ายอดขายเดือน มิ.ย. นี้ จะกลับสู่สภาวะปกติ

*** แต่โบรกคาดครึ่งปีหลังโตเด่น รับอานิสงส์เพิ่มผลิตภัณฑ์- รุกเมียนมา

อย่างไรก็ตาม บล.เอเชีย เวลท์ฯ คาดว่าผลประกอบการOSP ช่วงครึ่งหลังของปีจะเติบโตได้โดดเด่นกว่าช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากOSP มีกำลังการผลิตจากเครื่องดื่ม C-Vitt เพิ่มขึ้น 10-15% ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมในกลุ่ม Functional Drinks และมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 31.3% นอกจากนี้ ยังมีโรงงานแห่งใหม่ในประเทศเมียนมา ที่คาดเปิดดำเนินการได้ช่วงต้น Q3/63 

โดยโรงงานดังกล่าวก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ติดขั้นตอนทดสอบระบบจากวิศวกร ซึ่งต้องรอให้การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เบาบาลงเสียก่อน คณะผู้บริหารและวิศวกร จึงจะสามารถเดินทางไปทดสอบระบบได้ ซึ่ง OSPคาดว่าจะเริ่มทำตลาดในเมียนมาได้ในช่วง Q3/63 และมองว่าตลาดเครื่องดื่มในเมียนมายังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก รวมทั้งOSP ยังมีการออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขอนามัย เช่น เจลล้างมือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยปัจจัยทั้งหมดนี้ เป็นความหวังที่จะทำให้รายได้ของOSP ปีนี้เติบโต Double-Digit แบบที่ตั้งเป้าเอาไว้ อ่านเพิ่มเติม

ตลท.เปิดเทรด HYDRO-PACE ชั่วคราว ด้วยบัญชี Cash Balance

ตลท.เปิดเทรด HYDRO-PACE ชั่วคราว 4 มิ.ย.-3 ก.ค. ด้วยบัญชี Cash Balance

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปลดเครื่องหมาย SP ชั่วคราว สำหรับหุ้นบมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) และบมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ระหว่างวันที่ 4 มิ.ย.-3 ก.ค.63 โดยผู้ลงทุนต้องซื้อหลักทรัพย์ด้วยบัญชี Cash Balance ซึ่งเป็นการชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์ หลังจากนั้นในวันที่ 7 ก.ค.63 หุ้น HYDRO-PACE  จะถูกขึ้นเครื่องหมาย SP อีกครั้ง

ทั้งนี้ การเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เป็นไปตามเกณฑ์หลักทรัพย์ที่ถูกสั่งห้ามซื้อขาย โดยขึ้นเครื่องหมาย SP ต่อเนื่องครบ 3 เดือน ด้วยเหตุไม่นำส่งงบการเงินปี 2562 ซึ่งหลังจากวันที่ 3 ก.ค.63 หลักทรัพย์ HYDRO และ PACE จะถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ต่อไปจนกว่าบริษัทจะนำส่งงบการเงินได้ครบถ้วน อ่านเพิ่มเติม

BGRIM ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหา-ค้าส่งก๊าซฯ นำเข้า LNG

BGRIM ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหา-ค้าส่งก๊าซฯ นำเข้า LNG ใช้ในโรงไฟฟ้าเริ่มปี 65

บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) แจ้งว่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำนวน 650,000 ตันต่อปี เพื่อจัดจำหน่ายให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัท เริ่มในปี 2565 ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ในด้านการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า อ่านเพิ่มเติม

“เสถียร เศรษฐสิทธิ์”ตัดขาย CBG ให้แก่กลุ่มนักลงทุน คงเหลือถือ 32.12%

“เสถียร เศรษฐสิทธิ์”ตัดขาย CBG ให้แก่กลุ่มนักลงทุน คงเหลือถือ 32.12%

บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) แจ้งว่าบริษัทได้รับแจ้งจากนายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ เกี่ยวกับการเข้าทำรายการขายหุ้นสามัญที่ถือครองอยู่ในบริษัทฯ จำนวน 22,500,000 หุ้น (เทียบเท่าประมาณ 2.25% ของทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วของบริษัทฯ) ให้แก่กลุ่มนักลงทุนในประเทศ และ/หรือต่างประเทศเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมเมื่อนับรวมกันแล้วลดลงจาก 34.37% มาอยู่ที่ 32.12%

ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่พิจารณาเข้าทำรายการดังกล่าว เพื่อนำเงินจากการขายส่วนใหญ่ใช้เป็นแหล่งทุนสนับสนุนการประกอบธุรกิจในประเทศจีนผ่านบริษัทร่วมทุน อ่านเพิ่มเติม

ทรัสต์ ‘AIMCG’ เด่น โชว์ผลประกอบการพร้อมจ่ายเงินปันผลไตรมาส 1/63

ทรัสต์ ‘เอไอเอ็ม คอมเมอร์เชียล โกรท’ หรือ ‘AIMCG’ โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 ตามเป้า พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.20 บาทต่อหน่วย ตอกย้ำความมั่นใจด้วยคุณภาพทรัพย์สินแข็งแกร่ง ชูจุดแข็งโครงการตอบโจทย์ New Normal

นางสาวญาณิชศา ชาติวุฒิกอบกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ เอไอเอ็มกรุ๊ป ผู้จัดการกองทรัสต์ ในฐานะผู้ก่อตั้งทรัสต์และผู้จัดการกองทรัสต์ เอไอเอ็ม คอมเมอร์เชียล โกรท หรือ ‘AIMCG’ เปิดเผยว่า “ภายหลังจากการเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมสำเร็จในเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานของทรัสต์ ‘AIMCG’ ในไตรมาสแรกของปี 2563 เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการรับรู้รายได้ของทรัพย์สินทั้ง 4 โครงการเต็มไตรมาส โดยไตรมาส 1/2563 ทรัสต์ ‘AIMCG’ มีรายได้รวมเท่ากับ 98.0 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 57.5 ล้านบาท ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์ สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย หรือประมาณ 0.80 บาทต่อหน่วยต่อปี โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 10 มิถุนายน 2563 นี้” อ่านเพิ่มเติม

บจ. mai รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาสแรก ปี 2563 ลดลง 58.58%

บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  (mai)  รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2563 มียอดขายรวม 42,132ลบ. ลดลง 1.56% กำไรสุทธิรวม 717 ลบ. ลดลง 58.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มทรัพยากร เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงมียอดขายและกำไรสุทธิเติบโต

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 153 บริษัท คิดเป็น 91% จากทั้งหมด 169 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด บริษัทที่ส่งงบไม่ทันตามกำหนด และบริษัทที่ขอผ่อนผันการนำส่งงบการเงินจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2563 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยมียอดขายรวม 42,132 ล้านบาท ลดลง 1.56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต้นทุนรวม 33,348 ล้านบาท ลดลง 0.84% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 21.42% มาอยู่ที่ 20.85% กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) 1,455 ล้านบาท ลดลง 27.51% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิรวม 717 ล้านบาท ลดลง 58.58% อย่างไรก็ดี บจ. ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 102 บริษัท คิดเป็น 67% ของบริษัทที่นำส่งผลการดำเนินงานทั้งหมด อ่านเพิ่มเติม

SUPER POLL เผยเกษตรกรส่วนใหญ่พอใจ แก้ปัญหาในยุค”เฉลิมชัย ศรีอ่อน”

SUPER POLL เผยเกษตรกรส่วนใหญ่พอใจมาตรการดูแลและแก้ปัญหาเกษตรกรในยุค”เฉลิมชัย ศรีอ่อน”

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงของเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.4 ระบุต้องการเข้าถึงทรัพยากรการผลิต เช่น แหล่งน้ำ ที่ทำกิน พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานสะอาด เพื่อการเกษตร รองลงมาคือร้อยละ 71.5 ต้องการเพิ่มราคาประกันพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 69.2 ต้องการแหล่งตลาดรับซื้อผลผลิตการเกษตร ร้อยละ 65.7 ต้องการแก้ปัญหาราคาปุ๋ย และร้อยละ 64.1 ต้องการแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตครบวงจร

เมื่อถามถึงมาตรการดูแลเกษตรกรที่พึงพอใจในยุคของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.9 พอใจเงินเยียวยาเกษตรกร ประกันราคาสินค้าเกษตร ประกันรายได้ รองลงมาคือร้อยละ 65.0 พอใจการดูแลพัฒนาราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 31.2 พอใจประกันยางพารา ร้อยละ 19.1 พอใจโครงการป้องกันน้ำท่วม และร้อยละ 18.2 พอใจกักเก็บน้ำแก้ภัยแล้ง ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่สุดต่อมาตรการแก้ปัญหาเกษตรกรของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ่านเพิ่มเติม

ฟิทช์ ประกาศลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น ของ บมจ. เอสโซ่

ฟิทช์ ลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นตั๋วแลกเงินของ บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็น ‘F2(tha)’ จาก ‘F1(tha)’

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-term Rating) ของโปรแกรมการออกตั๋วแลกเงินมูลค่าไม่เกินหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท อายุไม่เกิน 270 วัน ซึ่งสามารถออกหมุนเวียนใหม่ได้ ของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Esso) เป็น ‘F2(tha)’ จาก ‘F1(tha)’

การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของ ฟิทช์ ว่า อัตราส่วนหนี้สินของ Esso จะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานะการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสจะคลี่คลายแล้วก็ตาม ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO Net Leverage) ของ Esso จะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 5.5 เท่าในปี 2565-2566 ความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ Esso ได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ประกอบในธุรกิจเดียวกันในประเทศไทยจากสภาพธุรกิจการกลั่นน้ำมันที่อ่อนแอในช่วงขาลง เนื่องจากบริษัทฯ มีขนาดธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมีที่เล็กกว่า ซึ่งคาดว่าบริษัทฯ จะประสบกับภาวะเช่นนี้ต่อเนื่องในปี 2563 เนื่องจากอุปสงค์และค่าการกลั่นน้ำมันที่ลดลงจากผลกระทบของ โคโรนาไวรัส

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
กำไรที่คาดว่าจะลดลง: ฟิทช์คาดว่า กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ Esso จะลดลงต่อเนื่องในปี 2563 (บริษัทฯ มี EBITDA ติดลบประมาณ 2 พันล้านบาทในปี 2562) แม้ว่า EBITDA ที่ลดลงในปี 2562 ส่วนหนึ่งมาจากการผลิตที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
การคาดการณ์ EBITDA ที่ลดลงในปี 2563 เนื่องมาจากค่าการกลั่นที่น่าจะยังคงอ่อนแอ การขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในไตรมาสแรกของปี 2563 รวมถึงการกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ ที่ฟิทช์คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติเนื่องจากความต้องการที่ลดลง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ น่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2564 แต่ยังน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำอยู่ ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของบริษัทฯ น่าจะเพิ่มไปอยู่ที่ระดับ 3 ถึง 4 พันล้านบาทในปี 2565-2566 ซึ่งจะทำให้ FFO Net Leverage ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 6-7 เท่า

การปรับแผนการลงทุน: Esso จะยังคงมีแผนที่จะขยายสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ของสถานีบริการเดิมในปี 2563

อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนในปี 2564 สามารถปรับเปลี่ยนได้ และบริษัทฯ ยังไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ฟิทช์คาดว่าแผนการลงทุนของ Esso จะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในปี 2563 (ปี 2562 อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท)

สภาพคล่องที่ดี: ฟิทช์เชื่อว่า Esso มีความสามารถในการบริหารจัดการสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง แม้ว่าบริษัทฯ จะยังคงมี EBITDA ที่ติดลบในปี 2563 และมีอัตราส่วนหนี้สินที่สูง

ฟิทช์มองว่า การกู้ยืมเงินจากกลุ่มบริษัทในเครือบริษัทแม่ แม้ว่าจะมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันทั่วไป และมีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราในตลาด น่าจะทำให้ Esso สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้ง่าย รวมถึงช่วยสนับสนุนการกู้ยืมจากภายนอกอีกด้วย

Esso มีเงินกู้ยืมจากบริษัทภายในกลุ่ม (Inter-company Loans) จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64 ของหนี้สินทั้งหมด นอกจากนี้ Esso ยังมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจำนวน 5.4 หมื่นล้านบาทจากกลุ่ม ExxonMobil เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของบริษัทฯ อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ

ดัชนีและภาวะ ตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 20 พ.ค. 2563

— ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้น นิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และจากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากรายงานการประชุมเฟดประจำเดือนเม.ย.บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,575.90 จุด เพิ่มขึ้น 369.04 จุด หรือ +1.52% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,971.61 จุด เพิ่มขึ้น 48.67 จุด หรือ +1.67% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,375.78 จุด เพิ่มขึ้น 190.67 จุด หรือ +2.08%

— ตลาดหุ้น ลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยที่เกิดจากผลกระทบของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ การเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในอังกฤษช่วยหนุนตลาดด้วย

ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,067.16 จุด เพิ่มขึ้น 64.93 จุด หรือ +1.08%

— ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) และปิดที่ระดับแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งบวกขึ้นตามหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นจากผลกระทบของโรคโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลก หลังจากที่หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ลงแล้วเพื่อเปิดดำเนินการในภาคเศรษฐกิจต่างๆ อีกครั้ง

ดัชนี Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้น 0.98% ปิดที่ 342.82 จุด

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 11,223.71 จุด เพิ่มขึ้น 148.42 จุด หรือ +1.34%, ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,496.98 จุด เพิ่มขึ้น 38.82 จุด หรือ +0.87% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,067.16 จุด เพิ่มขึ้น 64.93 จุด หรือ +1.08%

— สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (20 พ.ค.) ขานรับรายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงอย่างเหนือความคาดหมายในสัปดาห์ที่แล้ว รวมทั้งความหวังที่ว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะฟื้นตัวขึ้น จากการที่รัฐบาลของประเทศต่างๆพากันผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ อ่านเพิ่มเติม

ก.ล.ต. ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนเป็นเวลา 10 ปี เสียหาย74.8 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนรายนางสาวนภาศุกร์ มะละคำ ขณะกระทำผิดสังกัดธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยไม่ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 10 ปี กรณีกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินโดยยักยอกเงินของลูกค้าจำนวนหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 74.8 ล้านบาท

งนี้ ก.ล.ต. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ลงทุน 9 ราย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 – 13 พฤศจิกายน 2561 นางสาวนภาศุกร์ มะละคำ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ สังกัดธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้กระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุนโดยยักยอกเงินที่ผู้ลงทุนประสงค์จะซื้อกองทุนด้วยการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จมอบแก่ผู้ลงทุน เพื่อหลอกว่าได้บันทึกรายการซื้อกองทุนตามความประสงค์แล้ว แต่นางสาวนภาศุกร์ ไม่ได้นำเงินไปซื้อกองทุนตามความประสงค์ของผู้ลงทุนจริง จนเป็นเหตุให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 74.8 ล้านบาท

ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า นางสาวนภาศุกร์ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุน มีระดับโทษถึงขั้นเพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุน แต่เนื่องจากการได้รับความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ของนางสาวนภาศุกร์ได้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 อ่านเพิ่มเติม