ฟุตซี่ปิดลบ 41.22 จุด หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงถ่วงตลาด

หุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดลบ 41.22 จุด หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงถ่วงตลาด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (28 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งปรับตัวลงตามราคาน้ำมันท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมาตาการล็อกดาวน์ ขณะที่ความขัดแย้งเรื่องวัคซีนโควิดระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าถ่วงตลาดลงด้วย

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,526.15 จุด ลดลง 41.22 จุด หรือ -0.63%

นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ขณะที่การผลิตรถยนต์ในอังกฤษลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2527

หุ้นเชลล์ ร่วง 2.13% และหุ้นบีพี ร่วง 2.07% ตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลง

หุ้นแอสตร้าเซนเนก้า ลดลง 1.67% หลังอังกฤษเรียกร้องให้บริษัทส่งมอบวัคซีนโควิดตามที่สั่งซื้อ ขณะที่ EU เตือนบรรดาบริษัทผลิตวัคซีนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหรือห้ามการส่งออก นอกเสียจากว่าบริษัทจะตกลงส่งมอบวัคซีนตามที่สัญญา

หุ้นพรูเดนเชียล ร่วงลง 7.83% หลังเปิดเผยว่าจะแยกกิจการกับแจ็คสันซึ่งเป็นธุรกิจในสหรัฐ และอาจระดมทุน 2.5-3 พันล้านดอลลาร์ด้วยการออกหุ้นใหม่

หุ้นแองโกล อเมริกัน ร่วง 3.9% หลังปรับลดแนวโน้มการผลิตเพชรในปีนี้ แต่คงเป้าหมายการผลิตโลหะอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ufa

FTSE 100 : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเทรดดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษ

คุณรู้หรือไม่ว่า? ในปี 1984 มีการร่วมมือกันระหว่างหนังสือพิมพ์ Financial Times กับตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (ตลาดหุ้นอังกฤษ) เพื่อที่จะจัดสร้างดัชนีเพื่อบ่งชี้ ‘สภาวะการลงทุน’ ของประเทศอังกฤษ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดเป็นบริษัทใหม่ คือ FTSE Group (Financial Times and Stock Exchange Group) จนสุดท้ายกลายเป็นผู้ให้บริการข้อมูลดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอังกฤษ โดยดัชนีที่ใช้อธิบายสภาวะการลงทุนและอ้างอิงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอังกฤษดังกล่าวนั้น มีชื่อว่า FTSE 100 Index

FTSE 100 Index : ดัชนีหุ้นอังกฤษ

FTSE 100 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Footsie เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ดัชนีดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FTSE Group โดยจะอัปเดตราคาทุกๆ 15 วินาที ไปตลอดชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 16.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 จะมีความคล้ายคลึงกับดัชนีในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น S&P 500, Dow Jones 30 ซึ่งจะคำนวณราคาของดัชนีจากมูลค่าตลาดของบริษัทที่นำมาเป็นส่วนประกอบในดัชนี

  • เมื่อใดที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
  • เมื่อใดที่ดัชนีลดต่ำลง ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีลดถอยลงเช่นกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าลดลงเช่นกัน

วิธีการใช้โปรแกรมดูกราฟตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 Index

สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุนหลายๆ คน ที่ต้องการมองเห็นภาพรวมของตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 ได้แบบเร็วๆ จะเห็นว่า การเข้าไปพิจารณาราคาหุ้นของแต่ละ 100 บริษัท เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ดังนั้น เทรดเดอร์และนักลงทุนหลายคนจึงเลือกวิธีที่เรียบง่าย นั่นคือการดูกราฟดัชนี FTSE100 แทน ซึ่งมันถูกคำนวณจากราคาหุ้นของทุกบริษัทที่อยู่ใน 100 อันดับในดัชนี

คุณสามารถกราฟราคานี้ได้อย่างง่ายดายโดยการดาวน์โหลด แพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่ให้บริการโดย Admiral Markets จากประเทศอังกฤษ โดยหลังจากที่คุณดาวน์โหลดเสร็จแล้ว คุณจะสามารถดูกราฟราคาย้อนหลังได้ และสามารถเลือกเทรดบนสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทได้ การดาวน์โหลดแพลตฟอร์มที่จะยิ่งประโยชน์อย่างมากในบทถัดไป ที่เราจะค่อยๆ เดินหน้าไปทีละขั้นตอนสำหรับวิธีการเทรดดัชนี FTSE100 รวมถึงหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่ถูกคำนวณไว้ในดัชนี

ทันทีที่คุณได้ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มฟรีไปแล้ว ให้คุณทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้เพื่อที่จะเปิดดูกราฟ FTSE100

  1. เปิดแพลตฟอร์มการเทรด MetaTrader ขึ้นมา
  2. เปิดหน้าต่าง Market Watch โดยการคลิ๊กที่ View จากแท็บด้านบน แล้วเลือก Market Watch หรือสามารถเปิดหน้าต่างนี้ได้โดยการกดปุ่ม Ctrl+M บนคีย์บอร์ด
  3. คลิ๊กขวาที่หน้าต่าง Market Watch แล้วเลือก Symbols
  4. ค้นหาสัญลักลักษณ์หรือสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด เช่น FTSE100
  5. ตอนนี้ คุณสามารถดูคุณลักษณะของสัญญา FTSE100ซึ่งจะมีรายละเอียดตั้งแต่ วันหมดอายุของสัญญาในดัชนี เวลาเปิด-ปิดของตลาด

ดอลล์แข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.53% รับแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังเฟดกังวลศก.

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์แข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.53% รับแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังเฟดกังวลศก.

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (27 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.53% แตะที่ 90.6500 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.16 เยน จากระดับ 103.64 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8893 ฟรังก์ จากระดับ 0.8865 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2795 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2695 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2100 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2164 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3683 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3732 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7663 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7747 ดอลลาร์สหรัฐ

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ เฟดระบุว่าจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงินรวม 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน

เฟดยังระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วสหรัฐและทั่วโลก ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงานชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพัฒนาการของวัคซีนต้านโควิด-19

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันในเดือนธ.ค.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

ชื่อเล่นที่ชาวอเมริกันเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ว่า “บั๊ก (ภาษาสแลง, ภาษาพูด)” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ว่า แกรนด์ (grand)

รายการของสกุลเงินโลก

สกุลเงินต่างประเทศเป็นผลิตภัณฑ์หลักในแง่ของการเทรดฟอเร็กซ์ มีสกุลเงินทั้งหมด 180 สกุลเงินในโลกซึ่งหมุนเวียนอยู่ใน 197 ประเทศ

สกุลเงินที่นิยมมากที่สุดในการเทรดฟอเร็กซ์คือดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) มูลค่าการซื้อขายรวมในปี 2015 สร้างรายได้ 88% ของธุรกรรมสกุลเงินทั้งหมด สกุลเงินที่นิยมอันที่ 2 คือยูโร (EUR) จัดเป็น 31% ของการดำเนินการฟอเร็กซ์รวม หลังจากสกุลเงินผู้นำจะตามด้วยสกุลเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ปอนด์ (GBP) ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ฟรังก์สวิส (CHF) และ หยวนจีน (CNY) ซึ่งแต่ละสกุลเงินมีมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 5%

ฮั่งเส็งเปิดบวก 165.32 จุด เหตุนลท.ช้อนซื้อหลังตลาดร่วงหนัก

หุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดบวก 165.32 จุด เหตุนลท.ช้อนซื้อหลังตลาดร่วงหนัก

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นหลังจากตลาดปิดร่วงลงกว่า 700 จุดเมื่อวานนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ 29,556.58 จุด เพิ่มขึ้น 165.32 จุด หรือ +0.56%  ufabet

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

  1. ทำไมถึงเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
    • ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นช่องทางในการระดมเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อนำไปลงทุนในประเทศจีน โดยหุ้นของบริษัทในประเทศจีน นั้นจะจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในรูปแบบ H-Shares โดยได้รับอนุญาตจาก China Securities Regulatory Commission
    • ดัชนี Hang Seng เป็นดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ประเทศฮ่องกงซึ่งเป็นดัชนีสำคัญระดับโลก
    • ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นตลาดหนึ่งในสิบที่ดีที่สุดด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด
    • ประเทศฮ่องกงเป็นแหล่งที่ตั้งของธนาคาร และสถาบันการเงินที่สำคัญมากมาย
  2. หลักทรัพย์ในตลาดประเทศจีนมี 3 ประเภท

    A shares

    • หลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลักของประเทศจีน คือ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หรือ ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น โดยซื้อขายด้วยเงินสกุลหยวน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถทำการซื้อขายได้

     

    B shares

    • หลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขายด้วยเงินตราต่างประเทศ
    • ใช้ดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และใช้ฮ่องกงดอลลาร์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นเซินเจิ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้
    • มีสภาพคล่องต่ำ

     

    H shares

    • หลักทรัพย์ของบริษัทประเทศจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
    • ซื้อขายด้วยฮ่องกงดอลลาร์
    • เป็นหลักทรัพย์ของบริษัทที่ดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่
    • มีสัดส่วนจำนวนหุ้นประมาณ 10% ของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง แต่มีมูลค่าทางตลาดมากกว่า 50%
    • นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนในบริษัทของประเทศจีน เช่น กองทุนต่างๆ จะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทนี้

     

  3. การซื้อขายหลักทรัพย์

    นักลงทุนต้องทำการเปิดบัญชีหลักกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (Finansia) จากนั้น นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange : SEHK) ผ่านทางระบบ GT Live หรือ ผ่านทางเจ้าหน้าที่การตลาดของ บริษัทฯ

    ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คืออะไร

    ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คือดัชนีหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (HSI) ประกอบไปด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมและการค้า และสาธารณูปโภค โดยกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกในดัชนีเป็นบริษัทที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

    HSI น่าลงทุนอย่างไร

    ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของทวีปเอเชียซึ่งเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองฮ่องกงจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลกอยู่เป็นประจำ เช่น สงครามค่าเงิน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน  รวมถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองภายใน เป็นต้น โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และดัชนีหลักทรัพย์ HSI และความผันผวนนี่เองที่เป็นตัวสร้างโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการขึ้นลงของระดับดัชนี ทั้งนี้ดัชนี HSI มีค่าความผันผวนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีอื่นๆ ร่วมถึงดัชนี SET50 ด้วย

    อีกทั้งดัชนี HSI ยังประกอบไปด้วยประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากกว่าดัชนี SET50 เช่น ธนาคารระดับโลก HSBC บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Tencent และบริษัทประกัน AIA เป็นต้น

    HSI DW ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

    ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงดัชนี HSI (HSI DW) นั้น นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากทิศทางการเคลื่อนไหวของ HSI ผ่าน HSI DW ได้ โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย HSI DW ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้บัญชีการซื้อขายเดียวกับบัญชีการซื้อขายหุ้น หรือ DW ได้ และค่าซื้อขาย ร่วมถึงการรับชำระเงินสดส่วนต่างเป็นเงินบาท

    นอกจากนั้น HSI DW ยังมีทั้งประเภท Call และ Put เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการซื้อขาย DW จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนไม่ว่านักลงทุนจะมีมุมมองในการซื้อขายในระยะสั้น หรือระยะยาวเพราะ DW เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด

    ราคาของ HSI DW

    ราคาของ HSI DW จะเคลื่อนไหวตามราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี HSI (HSI Futures) ที่ซื้อขายใน Hong Kong Futures Exchange (HKFE)  นักลงทุนสามารถดู ตารางราคาของ HSI DW และ ราคา HSI Futures ได้ที่ www.thaidw.com  อย่างไรก็ตาม ตารางราคาของ HSI DW อาจมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันเนื่องจากความผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท-ฮ่องกงดอลลาร์

 

ฮั่งเส็งเปิดลบ 266.16 จุด ตามทิศทางดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

หุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดลบ 266.16 จุด ตามทิศทางดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

หุ้นฮ่องกง

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดตลาดปรับตัวลงในวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันอังคารและพุธนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ 29,892.85 จุด ลดลง 266.16 จุด หรือ -0.88% ufa

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index(HSI) คืออะไร

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คือดัชนีหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (HSI) ประกอบไปด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมและการค้า และสาธารณูปโภค โดยกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกในดัชนีเป็นบริษัทที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

HSI น่าลงทุนอย่างไร

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของทวีปเอเชียซึ่งเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองฮ่องกงจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลกอยู่เป็นประจำ เช่น สงครามค่าเงิน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน  รวมถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองภายใน เป็นต้น โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และดัชนีหลักทรัพย์ HSI และความผันผวนนี่เองที่เป็นตัวสร้างโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการขึ้นลงของระดับดัชนี ทั้งนี้ดัชนี HSI มีค่าความผันผวนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีอื่นๆ ร่วมถึงดัชนี SET50 ด้วย

อีกทั้งดัชนี HSI ยังประกอบไปด้วยประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากกว่าดัชนี SET50 เช่น ธนาคารระดับโลก HSBC บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Tencent และบริษัทประกัน AIA เป็นต้น

HSI DW ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงดัชนี HSI (HSI DW) นั้น นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากทิศทางการเคลื่อนไหวของ HSI ผ่าน HSI DW ได้ โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย HSI DW ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้บัญชีการซื้อขายเดียวกับบัญชีการซื้อขายหุ้น หรือ DW ได้ และค่าซื้อขาย ร่วมถึงการรับชำระเงินสดส่วนต่างเป็นเงินบาท

นอกจากนั้น HSI DW ยังมีทั้งประเภท Call และ Put เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการซื้อขาย DW จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนไม่ว่านักลงทุนจะมีมุมมองในการซื้อขายในระยะสั้น หรือระยะยาวเพราะ DW เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด

ราคาของ HSI DW

ราคาของ HSI DW จะเคลื่อนไหวตามราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี HSI (HSI Futures) ที่ซื้อขายใน Hong Kong Futures Exchange (HKFE)  นักลงทุนสามารถดู ตารางราคาของ HSI DW และ ราคา HSI Futures ได้ที่ www.thaidw.com  อย่างไรก็ตาม ตารางราคาของ HSI DW อาจมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันเนื่องจากความผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท-ฮ่องกงดอลลาร์

วิธีการคำนวณดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง

วิธีการคำนวณดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง

โดยที่

·    P(t):ราคาปัจจุบันที่วัน t

·    P(t-1):ราคาปิดที่วัน (t-1)

·    IS:จำนวนหุ้นที่ออก

·    FAF:ปัจจัยการกระจายหุ้นยังรายย่อย ซึ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ทำการปรับทุกไตรมาส

·    CF:ปัจจัยจำกัด ซึ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ทำการปรับทุกไตรมาส

·    Yesterday’s-Closing-Index: ปิดดัชนีเมื่อวันก่อนหน้า

ทางเลือกใหม่ในการลงทุน ดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง

ในการลงทุนในดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง เราขอเสนอลงทุนดัชนีหุ้นฮั่งเส็งผ่าน CFD

CFD คืออะไร

CFD หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างคือ การเก็งกำไรจากราคาสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งในที่นี่คือ ดัชนีหุ้นฮั่งเส็ง โดยมีหลักการดังนี้

○  หากคุณคิดว่าดัชนีจะวิ่งขึ้น คุณทำการเปิดคำสั่งซื้อ เมื่อดัชนีวิ่งขึ้นถึงระดับที่คุณต้องการ คุณทำการปิดคำสั่งซื้อและรับกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาเปิดกับราคาปิด

○  หากคุณคิดว่าดัชนีจะดิ่งลง คุณทำการเปิดคำสั่งขาย เมื่อดัชนีดิ่งลงถึงระดับที่คุณต้องการ คุณทำการปิดคำสั่งขายและรับกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาเปิดกับราคาปิด

ไทยพาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีทั่วประเทศรับมือโควิด-19

ไทยพาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีทั่วประเทศรับมือโควิด-19 ระลอกใหม่

ไทยพาณิชย์

ธนาคาร ไทยพาณิชย์ พร้อมอยู่เคียงข้างช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยก้าวผ่านวิกฤต เร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ดังนี้ 1.ขยายเวลาพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 6 เดือน 2.ปรับลดอัตราผ่อนชำระต่องวดและขยายเวลาผ่อนชำระยาวขึ้น 3. เสริมสภาพคล่องทางการเงินสำหรับธุรกิจโรงแรมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในธุรกิจ ด้วยวงเงินสูงสุด 30 เดือนตามค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่เกิดขึ้นจริง พร้อมให้วงเงินพิเศษสำหรับการเตรียมพร้อมกิจการเพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยขยายเวลาผ่อนชำระตามความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมทำงานเชิงรุกเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิดหนุนลูกค้าให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ ได้เข้ามาซ้ำเติมผลกระทบจากสถานการณ์ในรอบแรกที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับสู่ภาวะปกติได้ และสร้างความยากลำบากในการการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น ธนาคารไทยพาณิชย์ ตระหนักถึงภาระที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มองเห็นความพยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างสุดกำลังของผู้ประกอบการมาโดยตลอด จึงต้องการเป็นอีกพลังช่วยสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้อีกครั้ง โดยออกมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 3 ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากการให้ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1) ขยายเวลาพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 6 เดือน โดยจะมีผลต่อเนื่องเมื่อครบอายุสัญญาตามมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2 มาตรการที่ 2) ปรับลดอัตราผ่อนชำระต่องวดและขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ และมาตรการที่ 3) เสริมสภาพคล่องทางการเงินสำหรับธุรกิจโรงแรมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ วงเงินสูงสุด 30 เดือนตามค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่เกิดขึ้นจริง พร้อมวงเงินพิเศษสำหรับการเตรียมความพร้อมกิจการเพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยขยายเวลาผ่อนชำระตามความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยว และยังได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เปราะบางและได้รับผลกระทบสาหัสที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของต่างชาติ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ธนาคารมุ่งหวังว่ามาตรการที่ออกมาครั้งนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบให้ลูกค้า เอสเอ็มอีสามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคงต่อไป

ทั้งนี้ ธนาคารได้มีการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มที่มีศักยภาพเพื่อพยุงธุรกิจให้ไปต่อได้ ส่วนลูกค้าที่ยังได้รับผลกระทบอยู่นั้น ธนาคารจะติดตามประเมินสถานการณ์ในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าด้วยมาตรการเพิ่มเติม

ลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าธุรกิจโรงแรมของธนาคารไทยพาณิชย์ สามารถติดต่อขอรับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ที่ดูแลท่าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ 0 2722 2222 ลูกค้าสามารถติดต่อขอรับมาตรการช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ufa

ไทยพาณิชย์ประกาศผลกำไรสุทธิประจำปี 2563 จำนวน 27,218 ล้านบาท

ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ (งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบ) ของปี 2563 จำนวน 27,218 ล้านบาท ลดลง 33% จากปีก่อน เป็นผลจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 80,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน (ไม่รวมกำไรพิเศษครั้งเดียวจากการขายหุ้นในบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตในปีก่อน) ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่แข็งแกร่งและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

ในปี 2563 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 96,899 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 7% จากปีก่อน จากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจขนาดใหญ่และการสนับสนุนสินเชื่อซอฟท์โลนให้กับลูกค้าธุรกิจ

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 47,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน (ไม่รวมกำไรพิเศษครั้งเดียวจากการขายหุ้นในบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตในปี 2562) โดยรายได้จากธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคารและธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 64,330 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของธนาคารในปี 2563 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 44% เปรียบเทียบกับ 49% ในปีก่อน (หากไม่รวมรายการพิเศษครั้งเดียวในปี 2562)

ในปี 2563 ธนาคารได้ตั้งสำรองจำนวน 46,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจของการแพร่ระบาดของโควิด-19

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 3.68% เพิ่มขึ้นจาก 3.41% ในปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลของการจัดชั้นลูกหนี้เชิงคุณภาพในกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงที่ 141% ในขณะที่เงินกองทุนตามกฎหมายของธนาคารยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.2%

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า

“แม้ว่ากำไรสุทธิในปีที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น แต่ผลประกอบการจากธุรกิจหลักของธนาคารยังคงแข็งแกร่งและเงินกองทุนของธนาคารยังอยู่ในระดับสูง ตั้งแต่การเริ่มแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการช่วยเหลือทางการเงินในด้านต่างๆ ไปแล้วมากกว่าหนึ่งล้านราย ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลัง ลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือได้ทยอยออกจากโครงการทำให้ยอดสินเชื่อภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงินลดลงเป็นอย่างมาก โดย ณ สิ้นปี 2563 มียอดรวมอยู่ที่ประมาณ 402,000 ล้านบาท หรือ 18% ของยอดสินเชื่อรวมของธนาคาร สำหรับปี 2564 การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศทำให้ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าจะมีพัฒนาการในการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็ตาม ดังนั้นธนาคารจะยังคงมุ่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ และธนาคารยังคงมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยการพัฒนาธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การขยายฐานรายได้จากธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคารและธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง และการปรับเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ”

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.097%  เก็งไบเดนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.097%  เก็งไบเดนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขานรับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโจ ไบเดน

ณ เวลา 00.37 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 1.097% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.859%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นักลงทุนจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ โดยมีความหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่นายโจ ไบเดนได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้

ทั้งนี้ นายไบเดนได้นำเสนอมาตรการ “American Rescue Plan” วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากระดับ 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมงในปัจจุบัน สู่ระดับ 15 ดอลลาร์, การเพิ่มวงเงินในการส่งเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ได้คนละ 600 ดอลลาร์ และเพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ โดยจะขยายโครงการช่วยเหลือดังกล่าวไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย.

นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของนายไบเดน มิฉะนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับภาวะถดถอยที่ยาวนาน และประสบความเสียหายในระยะยาว

นางเยลเลนยังระบุว่า รัฐบาลของนายไบเดนจะให้ความสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการปรับเพิ่มอัตราภาษี โดยประโยชน์จากการออกมาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะมีมากกว่าค่าใช้จ่ายจากภาระหนี้ที่สูงขึ้น ufa

ถ้าถามว่ายีลด์ระดับ 0.6% ของสหรัฐ และ 1.0% ของไทย เป็นผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุคงเหลือเท่าไหร่

ระหว่าง 1 ปี 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ทุกท่านพอจะเดาได้ไหม

ผู้ที่อยู่ในตลาดอาจทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปนั่นคือยีลด์ที่เราจะได้รับจากการลงทุนในบอนด์ ที่อายุยาวนานถึง 10 ปีทีเดียว! เพราะตอนนี้คือช่วงที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่ำใกล้ศูนย์ (Long-Term Rate Near Zero หรือ LRNZ)

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุการณ์นี้จะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน การลงทุนระยะยาวในบอนด์ยังเป็นเหมาะสมอยู่หรือไม่ และมุมมองต่อสินทรัพย์อื่น ๆ ในตลาดการเงินควรต้องเปลี่ยนไปอย่างไร

ในโลกการเงิน มียุโรปและญี่ปุ่นที่เข้าสู่ยุค LRNZ ไปก่อนแล้ว เราสามารถวิเคราะห์โดยการแบ่งเวลาออกเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่ต้นปี 1990 มาถึงจุดที่ยีลด์หลุดลงต่ำ 1.0% ตั้งแต่ไตรมาสสามปี 2014 ในยุโรป และปลายปี 2011 ในญี่ปุ่น ซึ่งทุกอย่างที่นั่นก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ

สินทรัพย์แรกที่ต้องพูดถึงคือพันธบัตร ซึ่งการเข้าสู่ยุค LRNZ บอนด์ระยะยาวนี้จะเหลือข้อดีอยู่อย่างเดียวคือ “ความผันผวนต่ำ”

จากการแบ่งข้อมูลเป็นช่วงก่อนหลัง LRNZ พบว่าจุดเด่นของบอนด์ด้าน “ผันผวนต่ำ” จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลัง โดย Volatility ของบอนด์ 10 ปีในทั้งสองประเทศนี้ลดลงจาก 9% โดยเฉลี่ย เหลือเพียงราว 3% เพราะดูเหมือนว่าเมื่อเข้าสูงยุค LRNZ ยีลด์ไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เลยในทั้งสองที่

แต่ในทางกลับกัน ข้อเสีย นอกจากจะต้องทนกับผลตอบแทนที่ต่ำแล้ว ความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นหลักทั้ง DAX และ TOPIX ก็จะเปลี่ยนจากลบ 0.6 และ 0.3 ในสองตลาดกลายเป็นบวก หมายความว่าบอนด์ระยะยาวจะเสียความสามารถในการเป็นสินทรัพย์กระจายการลงทุน (Diversification) ไป

ส่วนสินทรัพย์ที่เข้ามารับบท “กระจายความเสี่ยง” ของพอร์ตการลงทุนจะกลายเป็นเงินของแต่ละประเทศ

เพราะยุค LRNZ ทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยหายไปจากสมการตลาดการเงิน นโยบายการเงินจะย้ายไปส่งผลกับมูลค่าของสกุลเงินแทน และนักลงทุนจะย้ายเงินออกไปต่างประเทศ

ผลก็คือความสัมพันธ์ของเงินจะ “กลับด้าน” กับตลาดทุนในประเทศมากขึ้น เห็นได้จาก Correlation ของเงินกับตลาดทุนที่อยู่ในระดับ -0.1 โดยเฉลี่ย ลบมากขึ้นไปเป็น -0.3 สำหรับยูโรและ -0.7 สำหรับเยน เราจึงสามารถใช้เงินต่างประเทศมาลดความเสี่ยงแทนบอนด์ระยะยาวได้

แต่ในฝั่งของหุ้น เรื่องมูลค่าที่จะพุ่งทะลุฟ้าดูจะเป็นเพียงจินตนาการ และภาวะบอนด์ยีลด์ต่ำมากกลับไม่ได้ส่งผลอะไรกับตลาดหุ้นที่ชัดเจน

หลายคนอาจเคยได้ยินวาทะนักลงทุนระดับตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่า “ดอกเบี้ยเหมือนแรงโน้มถ่วงของสินทรัพย์การเงิน ถ้าดอกเบี้ยต่ำ ราคาสินทรัพย์ก็ลอยสูงขึ้นได้” แต่เหตุการณ์จริงในยุโรปและญี่ปุ่นดูจะไม่เป็นอย่างนั้น

โดยระดับ P/E เฉลี่ยก่อนและหลังยุค LRNZ ในทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ไม่มีที่ไหนที่มีตัวคูณ (Multiple) สูงขึ้นอย่างมีนัย ในทางกลับกันระดับ P/E เฉลี่ยในญี่ปุ่นในยุค LRNZ กลับปรับตัวลงจาก 21 เท่าเหลือเพียง 16 เท่าด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนหลายท่านก็อาจคิดว่ายีลด์ที่ต่ำน่าจะทำให้สภาพคล่องหนีมาอยู่ในหุ้นมากขึ้น และความผันผวนก็ควรลดลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นและยุโรปดูจะขัดแย้ง โดยความผันผวนของตลาดทุนทั้งสอง กลับเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 20% ใกล้เคียงกับช่วงยีลด์สูงสำหรับญี่ปุ่น และถือว่าเพิ่มขึ้นจากระดับ 12% จากช่วงก่อนยีลด์ต่ำในยุโรป

หุ้นเอเชียเปิดบวก รับดาวโจนส์ทำนิวไฮหลังไบเดนรับตำแหน่งปธน.สหรัฐคนที่ 46 

ตลาดหุ้นเอเชีย : หุ้นเอเชียเปิดบวก รับดาวโจนส์ทำนิวไฮหลังไบเดนรับตำแหน่งปธน.สหรัฐคนที่ 46 

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้นทำนิวไฮเมื่อคืนนี้ (20 ม.ค.) หลังจากนายโจ ไบเดน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 อย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าคณะรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,590.92 จุด เพิ่มขึ้น 7.83 จุด, +0.22%, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,710.41 จุด เพิ่มขึ้น 187.15 จุด, +0.66% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 29,951.78 จุด ลดลง 10.69 จุด, -0.04%

การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการของนายไบเดนทำให้นักลงทุนมีความหวังว่า คณะรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งผลักดันการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังจากที่นายไบเดนได้นำเสนอมาตรการ “American Rescue Plan” วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากระดับ 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมงในปัจจุบัน สู่ระดับ 15 ดอลลาร์, การเพิ่มวงเงินในการส่งเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ได้คนละ 600 ดอลลาร์ และเพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ โดยจะขยายโครงการช่วยเหลือดังกล่าวไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้ ufa

ดอลล์อ่อนลดลง 0.26% นลท.ขายสกุลเงินปลอดภัยรับความหวังมาตรการกระตุ้นศก.

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนลดลง 0.26% นลท.ขายสกุลเงินปลอดภัยรับความหวังมาตรการกระตุ้นศก.

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ม.ค.) เนื่องจากความหวังในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐทำให้นักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ลดลง 0.26% สู่ระดับ 90.5100 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8887 ฟรังก์ จากระดับ 0.8907 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2731 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2752 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 103.87 เยน จากระดับ 103.68 เยน

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2125 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2078 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3631 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3586 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.7694 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7680 ดอลลาร์สหรัฐ

นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่นำเสนอโดยนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่จะทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับความเสี่ยงด้านหนี้สิน พร้อมกับเรียกร้องให้สภาคองเกรสดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก มิฉะนั้นเศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับการถดถอยที่ยาวนานและรุนแรงกว่า และอาจได้รับความเสียหายในระยะยาว

เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา นายไบเดนได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชื่อว่า “American Rescue Plan” วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากระดับ 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมงในปัจจุบัน สู่ระดับ 15 ดอลลาร์, การเพิ่มวงเงินในการส่งเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ได้คนละ 600 ดอลลาร์ และเพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ โดยจะขยายโครงการช่วยเหลือดังกล่าวไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนม.ค.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) , จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีการผลิตเดือนม.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนธ.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนม.ค.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนธ.ค. ufa

นิกเกอิเปิดบวก 163.28 จุด นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลง

หุ้นโตเกียว : นิกเกอิเปิดบวก 163.28 จุด นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลง

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลง หลังจากดัชนีนิกเกอิปรับตัวลงในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมาจากแรงขายทำกำไรหลังการพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 30 ปี

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดที่ 28,405.49 จุด เพิ่มขึ้น 163.28 จุด หรือ +0.58%

หุ้นบวกเช้านี้นำโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง, กลุ่มพลังงานไฟฟ้าและก๊าซ รวมถึงกลุ่มเกษตรและประมง ufa

ฟิล์มกรองแสง ที่ล้ำด้วยเทคดนโลยีขั้นสูง เพิ่มมิติของการใช้รถยนต์ของคุณ

ฟิล์มกรองแสง ที่ล้ำด้วยเทคดนโลยีขั้นสูง
เพิ่มมิติของการใช้รถยนต์ของคุณ
ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

  • Heat Reduction for your comfort journey
    สร้างสุนทรีย์ภาพในการขับขี่
  • Beyond clarity for you drive
    มั่นใจในความปลอดภัย
  • Protect you from UV and IR Ray
    ไร้กังวลจากรังสีที่มองไม่เห็น
  • Long lasting beautiful color
    เสริมลุคสวยให้รถคุณ ฟิล์มติดรถยนต์เชียงใหม่