สื่อเผยผีงบไม่ถึงดึงเคนหรือฮาแลนด์เข้ารัง

เดลี่ เมล สื่อเจ้าดังของอังกฤษเผยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เดลี่ เมล สื่อเจ้าดังของอังกฤษเผยว่า

เดลี่ เมล สื่อเจ้าดังของอังกฤษเผยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีงบประมาณมากพอในช่วงซัมเมอร์นี้ในการทุ่มดึง แฮร์รี่ เคน หรือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ มาร่วมทีม

“ปีศาจแดง” มีข่าวอย่างต่อเนื่องกับการเสริมกองหน้าตัวเป้าคนใหม่มาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเป้าหมายที่มีข่าวกันอย่างต่อเนื่องก็คือ เคน กับ ฮาแลนด์ ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีหลายสโมสรที่แย่งตัวอยู่

จากรายงานก่อนหน้านี้ว่าทีมต้องการนักเตะใหม่ 4 คนเสริมทีมทั้ง เจดอน ซานโช่, เดแคลน ไรซ์, เปา ตอร์เรส และกองหน้าหนึ่งในสองคนดังกล่าว ซึ่งอาจจะต้องใช้เงินสูงถึงระดับ 300 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตามทาง เดลี่ เมล เผยว่ายูไนเต็ดไม่มีเงินเสริมทัพมาถึงขนาดนั้นในซัมเมอร์นี้ โดยบอร์ดบริหารอนุมัติงบซื้อนักเตะอยู่ที่ราว 150 ล้านปอนด์เท่านั้น

รายงานเผยว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา วาง ซานโช่ เป็นเป้าเบอร์หนึ่งซึ่งค่าตัวอยู่ที่ราว 80 ล้านปอนด์ ส่วนอีกคนก็คือ เปา ตอร์เรส ที่มีค่าฉีกสัญญาราว 56 ล้านปอนด์ ก็แทบจะครบโควต้าที่ทีมมีให้แล้ว

ด้วยเหตุนี้สื่อดังแดนผู้ดีอ้างว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ซื้อ เคน ในซัมเมอร์นี้ ส่วนในรายของ ฮาแลนด์ จะรอเจรจาในซัมเมอร์ปี 2022 หากนักเตะไม่ย้ายทีมซะก่อน

สำหรับยูไนเต็ดเสียรายได้ราว 150 ล้านปอนด์ นับตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิด และยังไม่มีความชัดเจนว่าแฟนบอลจะเข้าสนามได้หรือไม่ในซีซั่นหน้าด้วย

หนัง The French Dispatch ผลงานใหม่ของ Wes Anderson

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ

THE FRENCH DISPATCH ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ เวส แอนเดอร์สัน ปล่อยตัวออกมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกหยิบมาวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว และจากตัวอย่างความยาวประมาณ 2 นาทีครึ่งที่ปล่อยออกมา ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็พอเก็บข้อมูล เบาะแสต่าง ๆ มาวิเคราะห์ได้บ้างว่าภาพยนตร์ป้ายแดงของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่องนี้จะออกมาในรูปแบบไหน

คำถามต่อมาที่ผู้เขียนอยากทราบคือ The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน บทความนี้จึงเป็นการร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกับผู้อ่านทุกคน

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 50 กะรัตจากเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาคนนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นในเรื่องของ Visual หรือองค์ประกอบภาพ ความสมมาตรคือสิ่งที่ เวส แอนเดอร์สัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทบทุกฉาก ทุกเฟรม องค์ประกอบของภาพจะต้องออกมามีระเบียบ ไม่โดดเด่นที่จุดตรงกลางก็จะแบ่งฉากออกเป็นส่วนๆ ได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน จึงสามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับโลกที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างอยู่หมัด จากอัตราส่วนภาพที่ออกแบบไว้ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ผู้กำกับหนุ่มใหญ่คนนี้ยังคงเป๊ะเรื่องความสมมาตรทุกกระเบียดนิ้วไม่เสื่อมคลาย ถ้าไม่เชื่อลองแคปสกรีนหน้าจอจากตัวอย่างมานั่งพิจารณาดูดีๆ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนขององค์ประกอบภาพยังคงถูกจัดระเบียบไว้อย่างพอดิบพอดี

ในเรื่องคู่สีก็เช่นกัน “เหลือง, น้ำตาล, แดง” คือสีที่ เวส แอนเดอร์สัน โปรดปราน ดังนั้นโลกในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจึงถูกย้อมด้วยสามสีนี้ อาจจะมี The Grand Budapest Hotel ภาพยนตร์ของเขาในปี 2014 ที่โดดเด่นด้วยโทนสีชมพู แต่ถึงอย่างนั้นสีที่เด่นรองลงมาก็ยังคงเป็นสีแดงอยู่ดี เช่นเดียวกับใน The French Dispatch ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ก็ยังพอจะรู้ได้ว่า โทนสีเหลือง แดง น้ำตาล ยังคงเป็นโทนสีโปรดของผู้กำกับคนนี้ และเขาก็ไม่พลาดที่จะหยิบมาละเลงใส่โลกใบใหม่ของเขา ดังนั้นสำหรับแฟนของ เวส แอนเดอร์สัน รับรองได้เลยว่าจะได้เห็นสีสันที่คุ้นเคยอย่างแน่นอน

การใช้คู่ สิ้ ใน แบบ ของ เวส แอนเดอร์สัน มีผล โดยตรง ให้ ภาพยนตร์ ของ เขา มีความ จัดจ้า

มองหลุด ออกมาจาก โลก ความจริง อย่างตั้งใจ ซ็ง ก็ สอดคล้องกับ เรืองราว รวมทั้งบท

สำหรับพูด ของ บรรดา ผู้แสดง ด้านใน เรือง ที่ ก็ ไม่ เน้นย้ำ ความสมจริงสมจัง ทุกสิ่งทุกอย่างดู

อย่างกับว่า เรื่อง คงหง จริง คหนึ่ง ฝัน ลอยล่อง อยู่ กลางอากาศ รอ ให้ ผู้ชม จับ จับ ไขว่

คว้า มาตีความหมายได้ ตั้งใจ ปรารถนา ซึ่ง จาก แบบอย่าง The French Dispatch ก็ดู

เหมือน เป็น แบบนั้น หนั่ง สั่ง ซึ่งสามารถ รับทราบ ได้อย่างเห็นได้ช้ด ที่สุด เป็น ความ เหนือ

จริง ของ บรรยากาศ ในเรื่อง มั่นใจว่า ทุกคน เอง ก็ อาจ ไม่มีความแตกต่างจากคนเขียน ที่ ไม่

คิด เลย สักหน่อย ว่าเรืองราว ใน หัวข้อนี้ มี ความเหมือนจริง ตรงกันข้าม ทั้งหมดทุกอย่าง กลับ

มอง แฟนตาซี อย่างกับ หลุด ไป ใน โลก วรรณกรรม เยาวชน ที่ เคย อ่าน เมื่อ ครั้ง เยาว์วัย

อย่างไรก็ตามในตัวอย่างนี้นอกจากสีสันที่คุ้นเคยแล้ว กลับมีสิ่งที่ไม่คุ้นเคยปะปนมาอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นคือการใช้ภาพโทนขาวดำที่ทำให้เรื่องดูมีความจริงจังขึ้น ซึ่งตลอดความยาว 2 นาทีครึ่งของตัวอย่าง The French Dispatch ระยะเวลากว่า 1 นาทีกลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไร้ความฉูดฉาดโดยสิ้นเชิง ซึ่ง เวส แอนเดอร์สัน ไม่เคยใช้ภาพโทนขาวดำมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของเขา ดังนั้นการที่เขาเลือกจะใช้มันในภาพยนตร์เรื่องนี้แน่นอนว่ามันต้องมีความหมายแฝงบางอย่างที่รอให้ผู้ชมไปหาคำตอบด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

เวส แอนเดอร์สัน บอกว่าภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจะดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของเด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ไม่ว่าอายุของตัวละครในเรื่องจะเท่าไรก็ตาม แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาจะไม่เติบโตไปกว่านั้น โดยเหตุผลที่เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เด็กผู้ชายอายุ 12 คือวัยแห่งความช่างฝัน ช่างจินตนาการ แต่ก็มีบางมุมที่พวกเขาคิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งที่จิตใจข้างในยังเปราะบางและไร้เดียงสา ด้วยมุมมองแบบนี้จึงเข้ากับโลกสีสันฉูดฉาดของ เวส แอนเดอร์สัน เป็นอย่างดี

ในส่วนของตัวละครสมทบ จากภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของเขา เวสมักจะตั้งใจให้ตัวละครแทบทุกตัวมีการแสดงแบบล้นจนเกินจริง แบบที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีว่าไม่น่าจะมีคนที่มีบุคลิกแบบนี้อยู่บนโลก และแน่นอนตัวละครเหล่านี้มักจะมาพร้อมมู้ดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขี้โมโห, โลภ, พยาบาท, ไร้สาระ, จู้จี้จุกจิก และอีกมากมาย

ในแง่ประเด็นหลักของเรื่อง ไม่ว่าจะใน Bottle Rocket (1996), Rushmore (1998), The Royal Tenenbaums (2001), The Life Aquatic with Steve Zissou (2004), The Darjeeling Limited (2007), Moonrise Kingdom (2012) ล้วนแล้วแต่นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดบอกเล่าผ่านตัวละครที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากตัวของ เวส แอนเดอร์สัน เองที่ในวัยเด็กต้องประสบกับการหย่าร้างของพ่อแม่ ดังนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวจึงเป็นประเด็นที่ตัวเขาอยากสื่อสารออกไป แต่ เวส ก็คือ เวส ทั้ง ๆ ที่ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวคือประเด็นที่หนักหน่วง แต่เขากลับเลือกที่จะใช้อารมณ์ขบขันตลกร้ายเสิร์ฟให้กับผู้ชม

“เรื่องราวใน The French Dispatch ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบาย มันคือเรื่องราวของนักข่าวชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาต้องการจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียน และเขาจะต่อสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพในการทำสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับสิทธิสื่อ แต่เมื่อคุณพูดเรื่องของนักข่าว ก็จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง”

นี่คือเนื้อเรื่องของ The French Dispatch จากปากของ เวส แอนเดอร์สัน และก็เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการทั้งหมดเท่าที่มีการเผยออกมา ดังนั้นจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าในภาพยนตร์ลำดับที่ 10 ของเขา เวส แอนเดอร์สัน จะเลือกเล่าเรื่องราวออกมาจากมุมมองแบบไหน บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวจะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกีบความล่มสลายของครอบครัวหรือไม่

และสุดท้ายโลกของ เวส แอนเดอร์สัน จะไม่มีทางสมบูรณ์เลยถ้าขาดทัพนักแสดงที่รู้ใจ เวส ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงซ้ำกันมากที่สุด รับประกันได้เลยว่าถ้าคุณดูหนังของเขา คุณจะต้องคุ้นหน้านักแสดงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์, โอเว่น วิลสัน, ทิลดา สวินดอน, คริสทอฟ วัลซ์ม, เอเดรียน โบรดี้ โดยทุกรายชื่อที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่อยู่ในหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มาไม่ต่ำกว่าคนละ 3 เรื่อง โดย เวส บอกว่าด้วยความที่หนังของเขาอาจจะไม่ค่อยเหมือนหนังทั่วไป ดังนั้นนักแสดงที่คุ้นเคยจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เขาอยากเล่าคืออะไรเร็วกว่านักแสดงทั่วไป

ใน The French Dispatch ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพราะถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นตัวละครที่รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบทนำใน Call Me by Your Name (2017) ซึ่งไม่เคยร่วมงานกับ เวส แอนเดอร์สัน มาก่อน แต่เมื่อชายตามองไปที่ตัวละครอื่น ๆ ก็จะพบกับนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray), โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson), ทิลดา สวินดอน (Tilda Swinson), และ เอเดรียน โบรดี้ (Adrien Brody)

นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้จากตัวอย่างความยาว 2 นาทีครึ่งของ The French Dispatch โดยนำมาเทียบกับภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน อย่างไรก็ตามด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้การจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา

ดังนั้นการจะตอบคำถามที่ว่า The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน อาจจะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่ในมุมมองของตัวผู้เขียนเองคิดว่า The French Dispatch ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่รักษาเอกลักษณ์ความเป็น เวส แอนเดอร์สัน ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแปลกใหม่หรือรสชาติที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มเติมเข้ามาเหมือนกัน

ถ้า เวส แอนเดอร์สัน คือเชฟที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาวัตถุดิบเพื่อมาปรุงอาหาร วัตถุดิบเหล่านั้นก็เหมือนองค์ประกอบหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่เขาหยิบมาใส่ในภาพยนตร์ให้มีรสชาติตามที่ต้องการ และยิ่งเขาออกเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งค้นพบวัตถุดิบใหม่ ดังนั้น The French Dispatch จึงเปรียบเสมือนการนำวัตถุดิบเก่าที่คุ้นเคยมาปรุงรสให้เข้ากับวัตถุดิบใหม่ ก่อนจะจัดเสิร์ฟลงจาน รอให้ผู้ชมทุกคนไปพิสูจน์รสชาติของมันด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

มิร์เรอร์เห็นต่างเกลเซอร์ไร้แผนทุ่มเงิน

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อเจ้าดังของอังกฤษรายงานว่าตระกูลเกลเซอร์

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อเจ้าดังของอังกฤษรายงานว่าตระกูลเกลเซอร์ ไม่มีแผนที่จะทุ่มเงินหมาศาลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

เดอะ มิร์เรอร์

ความพ่ายแพ้ในเกมยูโรปา ลีกรอบชิงชนะเลิศทำให้มีกระแสว่าทาง “ปีศาจแดง” จะเสริมทัพครั้งใหญ่เพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในทุกตำแหน่งทั้ง กองหลัง, กองกลาง, ตัวรุก และกองหน้า

ทางเดอะ การ์เดี้ยน สื่อแดนผู้ดีรายงานว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ร้องไปยังบอร์ดบริหารเพื่อขออนุมัติเงินเพื่อเสริมทัพโดยมี 4 เป้าหมายหลักอย่าง แฮร์รี่ เคน, เจดอน ซานโช่, เดแคลน ไรซ์ และ เปา ตอร์เรส

อย่างไรก็ตามทาง เดอะ มิร์เรอร์ อีกสื่อดังของอังกฤษเผยว่าตระกูลเกลเซอร์ไม่มีแผนที่จะทุ่มเงินก้อนโตในช่วงซัมเมอร์นี้ แม้ว่าทีมจะทำผลงานได้ดูมีอนาคตในซัมเมอร์นี้พร้อมคว้าตั๋วลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปีหน้า

เชื่อว่านักเตะทั้ง 4 คนที่ยูไนเต็ดให้ความสนใจนั้น หากหวังได้ตัวมาร่วมทีมครบทุกคน สโมสรอาจจะต้องใช้เงินสูงถึงหลัก 300 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

หนังแนวอาชญากรเรื่อง CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอมแปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI และประเทศต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา ,

ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูกยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมาเทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง

นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์ เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮสคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพยนต์ที่ถูกสร้างมาจากชีวิตจริงของ Frank W. Abagnale  อาชญากรระดับโลกโดยดัดแปลงมาจากหนังสือ ชื่อเรื่อง Catch me if you can ที่ติด best seller มายาวนานกว่า 20 ปี โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่เคยได้มีโอกาส

อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เมื่อได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้วได้สร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดในหลายๆด้านมาก จึงอยากจะแนะนำให้ลองหามาชมดู เชื่อได้ว่าจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป และจะต้องทึ่งกับหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่างสังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา

นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์คเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง

 ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออก

จากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผลสุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข

คือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็คทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนา

โปรแกรม SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสารสำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ด

สาม แห่ง นอกเหนือจากนี้ เขายังเป็น ที่ปรึกษา ให้ กับ บริษัท ตรวจสอบ บัญชี ที่ ใหญ่ ที่สุดในประเทศ ด้วย นั่นทำให้ Frank ได้รับ เงิน ทดแทน ใน แต่ละปี หลายล้าน ดอลล่า นอกนั้น

ยัง เป็น ที่ปรึกษา ให้กับ สถาบันการเงิน ต่างๆ ทั่วทั้งโลก

รวมทั้ง ยัง เป็น ผู้ฝึก ให้ กับ FBI และ นำเสนอ ให้ความรู้ความเข้าใจ กับ หน่วยงาน ต่างๆ ทั่วโลก

กระทั่ง การบิน ไทย ของ ประเทศ พวกเรา ก็ ยัง เคย เชิญชวน Frank มา ให้ความรู้ความเข้าใจกับ บุคลากรด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ  Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นักต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจาก

ภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องในภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวง

สังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิดว่าการจะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบ

พนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ Frank ในสถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และบินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกง

ค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่าโดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่นทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรง

พยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย นั่นทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่

ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เรา

สามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้

เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่ง

วันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผมอยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่อง

ใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

คลิก ดูหนังออนไลน์

Shaft : เเชฟท์ เลือด​ตำรวจพันธุ์​ดิบ​ หนังดี Netflix

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ และเป็นที่เกรงขามของเหล่าอาชญากร ได้กลับมาอีกครั้งโดยยังคงได้นักแสดงรุ่นใหญ่ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) กลับมารับบทนักสืบ John Shaft เช่นเดิม ภายใต้การกำกับของ Tim Story (ทิม สตอรี) ที่เคยมีผลงานแอคชันอย่าง Taxi (2004), Fantastic Four (2005) และ Ride Along (2014)

Shaft เป็น ภาพยนตร์ แอ คชั นที่ บรรลุความสำเร็จ อย่างยิ่ง เมือ ปี 1971 ซึ่ง เป็น ภาพยนตร์เรื่อง แรก ๆ ของ ฮอลลีวูด ที่ มีตัวครหลัก ฉาย เดียว เป็น ดาราหนัง ผิวต่ำา นั่น คือ RichardRoundtree (ริชาร์ด ราว ด์ทรี ) โดยมี บุคลิกลักษณะ เป็น แต่งตัว ดี เป็นที่ชอบใจของ ผู้หญิงท่าทางน่าเกรงขาม พูดจา โผงผาง ไม่สนใจ อิทธิพล หน้า ไหน รวมทั้ง ขยัน ปล่อย ศคม โก้เก๋อยู่ หลายครั้ง

และ ที่ เป็นการกลับมา อย่างน่าชม แล้วก็ ประสบผลสำเร็จ เอามา กๆ คือ Shaft (2000) ที่เป็นการรีบุตเรื่องราว เสีย ใหม่ โดย ให้ Samuel L. Jackson (ซามูเอ ล แอล. แจ็กสัน) เล่นบท เปิ่น หลานชาย ของ Shaft ที่ มีฝีมือดุเดือด ไม่ แพ้ กัน ภายใต้การควบคุมของ JohnSingleton (จอห์น ซิงเกิล ตัน) ที่เคยส่งผลงาน ที่ น่า จำอย่าง Boy n the Hood (1991)รวมถึง ภาพยนตร์ ใน สมัย หลังๆ อย่าง 2 Fast 2 Furious (2003) รวมทั้ง Four Brothers(2005)

สำหรับ Shaft (2019) นั้น เป็นเรื่องราว ของ John Shaft r. (สวมบท โดย เจสซี อัชเชอร์)เจ้าหน้าที่ วิเคราะห์ ต้าน ไซ เบอร์ ของ เอฟบ๊เอ ที่นพบว่า เพื่อนซี้ ของตัวเอง ใน วัยเด็ก ได้ ถูกฆ่าตาย อย่างน่าสงสัย แต่ว่า เนื่องจาก กระบวนกรยุติธรรม ไม่เอื้อ ให้เขา พิสูจน์ ความจริง ได้ขา ก็เลย จะต้อง หันไป พึ่งจะ พา บิดา ของ เขา John Shaft ( สวมบท โดย ซามูเอล แอล.แจ็กสัน ) นั่นเอง ซึ่ง เป็น บุคคล ที Maya แม่ ของ เขา ( สวมบท โดย เร จินา ฮอล) ไม่ต้องการให้ พบเจอมากที่สุด

เดินเรื่องดี แต่บทจืดไปหน่อย
เนื่องจาก Shaft (2019) ห่างหายจากภาคก่อนไปนานถึง 19 ปี จึงได้มีการเปิดเรื่องย้อนหลังไปในปี 1989 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Maya เห็นแล้วว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกของ Shaft นั้นอันตรายมาก จึงได้ตัดสินใจแยกออกมาเลี้ยงลูกตามลำพังโดย Shaft ยังคงส่งของขวัญแสดงความคิดถึงต่อลูกของเขาในทุกๆ ปี จากนั้นก็ตัดสลับภาพไปอย่างรวดเร็วมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ ทิม สตอรี สามารถเดินเรื่อง Shaft (2019) ได้อย่างลื่นไหล ให้น้ำหนักตัวละครได้ดี และมีฉากโชว์ความเก๋าและฝีมือของ Shaft อยู่บ่อยครั้ง เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ชมรู้ว่า …นี่คือ Shaft นะ!

สิ่งที่ยังเป็นปัญหาชัดเจนคือ บทภาพยนตร์ที่พยายามใส่ความเป็นคู่หูระหว่างพ่อลูกลงไป ซึ่งไม่มีประเด็นอะไรให้ผู้ชมได้มีอารมณ์ร่วมมากนัก นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันของตัวละครจาก 2 ยุค ซึ่งไม่มีอะไรใหม่สำหรับยุคนี้

ปมการสืบสวนต่างๆ ในภาพยนตร์ทำได้พอประมาณ มีการหยิบยกประเด็นความชัดแย้งด้านเชื้อชาติมาใช้ แต่ก็มิได้ลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากต้องการไปโฟกัสที่ตัวละครพ่อลูกมากกว่า

ในส่วนของมุขตลกนั้น ทิม สตอรี สามารถคุมโทนในส่วนนี้ได้ดี ไม่มีมากจนเลอะ แต่ในขณะเดียวกันกลับไปลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวละครลงไป

ฉากที่น่าประทับใจ ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปัญหาระหว่าง Shaft ผู้พ่อ และ Maya ไปจนถึงการที่ Shaft Jr. พยายามเผยความในใจกับ Sasha (รับบทโดย อเล็กซานดร้า ชิปป์) หญิงสาวคนสนิทที่ตนเองหลงรัก คือ การดวลปืนในร้านอาหาร ที่ค่อนข้างจะโกลาหล แต่การตัดต่อและดนตรีประกอบนั้นช่วยยกระดับความบันเทิงขึ้นมาได้มากทีเดียว

อีกสิ่งที่น่าจดจำคือ ดนตรีประกอบในสไตล์ Classic, Soul และ R&B จากฝีมือการประพันธ์ของ Chris Lennertz (คริสโตเฟอร์ เลนเนิร์ตซ) ผู้ชนะรางวัล Grammy ก็ช่วยประคองอารมณ์ของภาพยนตร์ให้มีกลิ่นอายย้อนไปถึง Shaft ภาคก่อนๆ ได้อย่างน่าชื่นชม

Samuel L. Jackson คือ Shaft แห่งยุคนี้
สำหรับนักแสดงนั้น ถึงแม้ว่าบทส่วนใหญ่จะเทมาทาง Jessie T. Usher (เจสซี่ อัชเชอร์) ผู้รับบท John Shaft Jr. ค่อนข้างมาก เพื่อให้สานต่อตำนานของ Shaft ในอนาคต แต่ด้วยฝืมือการแสดงระดับสุดยอดของ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ก็แทบจะทำให้เขากลายเป็นแกนหลักของเรื่อง มีสีสัน และมีความน่าสนใจมากกว่า

ดูหนังออนไลน์

‘มาร์ตี้’อีกตัวเลือกกุนซือใหม่บาร์ซ่า

โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ กลายมาเป็นทางเลือกกุนซือใหม่ของ บาร์เซโลน่า

โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ กลายมาเป็นทางเลือกกุนซือใหม่ของ บาร์เซโลน่า ตามรายงานจาก อีเอสพีเอ็น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ

อนาคตของ โรนัลด์ คูมัน ยังคงคลุมเครืออย่างมากหลังจากจบฤดูกาลได้น่าผิดหวังโดยเฉพาะผลงานในลา ลีกา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่สโมสรวางไว้

โดยที่ผ่านมามีรายงานหลายกระแสทั้งการปลดเทรนเนอร์ชาวเนเธอร์แลนด์จากตำแน่งหรือการให้โอกาสอีกหนึ่งปีตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

แต่ล่าสุด อีเอสพีเอ็น โดยทาง ซามูเอล มาร์สเดน และ มอยเสส ยอเรนส์ รายงานว่า อาซูลกราน่า กำลังพิจารณา มาร์ตีเนซ เทรนเนอร์ของทีมชาติเบลเยียมให้เป็นทางเลือกว่าที่นายใหญ่คนใหม่ของทีมในกรณีที่บอร์ดบริหารแยกทางกับ คูมัน ในอนาคต

สำหรับทาง มาร์ตีเนซ ถือว่าทำผลงานกับ ปิศาจแดงแห่งยุโรป ได้ดี โดยเทรนนอร์วัย 47 ปีทำงานกับเบลยียมมาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเขาพาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 และยังทำให้ เบลเยียม ครองเบอร์ 1 ของโลกในการจัดอันดับของ ฟีฟ่า

บาเลนเซียใกล้ตั้งบอร์ดาลาสเป็นเทรนเนอร์คนใหม่

โฆเซ่ บอร์ดาลาส วัย 57 ปี

โฆเซ่ บอร์ดาลาส วัย 57 ปี

โฆเซ่ บอร์ดาลาส วัย 57 ปี เตรียมแยกทางกับ เคตาเฟ่ เพื่อเข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์คนใหม่ของ บาเลนเซีย ในเร็ววันนี้

บาเลนเซีย เตรียมยืนยันการเซ็นสัญญากับ โฆเซ่ บอร์ดาลาส เป็นเทรนเนอร์คนใหม่ หลังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างทีมค้างคาวกับ เคตาเฟ่ และเทรนเนอร์วัย 57 ปีคืบหน้าไปด้วยดี ตามรายงานจากมาร์ก้าเมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา

บอร์ดาลาส เข้ามาทำงานฐานะเทรนเนอร์ของ เคตาเฟ่ ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2016 ก่อนนำทัพอาซูลอนเลื่อนชั้นขึ้นสู่เวทีลีกาทันทีหลังการเอาชนะ เตเนรีเฟ่ ในเกมเพลย์ออฟด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-2 เขายังนำสโมสรคว้าอันดับ 5 บนเวทีลีกาซีซั่น 2018-2019 ซึ่งเป็นผลงานดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสร แต่เทรนเนอร์วัย 57 ปีมีปัญหาไม่ลงรอยกับ อังเคล ตอร์เรส ประธานสโมสรในช่วงหลัง

ตามรายงานระบุว่า บอร์ดาลาส ร้องขอให้ประธานทีมอาซูลอนยกเลิกสัญญาของเขาที่ยังเหลืออีก 1 ปี ดังนั้น บาเลนเซีย จึงสามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าธรรมเนียมในการดึงเทรนเนอร์วัย 57 ปีไปร่วมงาน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เคตาเฟ่ จะไม่ได้รับค่าตัวแทนใดๆ เนื่องจาก อังเคล ตอร์เรส สนใจดึง ดาบิด ฆาซอน มาเล่นกับทีมด้วยสัญญายืมตัวและทีมค้างคาวพร้อมนำนักเตะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงนี้ด้วย

บอร์ดาลาส เป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของ อานิล เมอร์ธี่ย์ ประธานสโมสร บาเลนเซีย แต่เขายังต้องรอความชัดเจนจาก ปีเตอร์ ลิม เจ้าของทีมค้างคาว ก่อนจะมีการประกาศยืนยันการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ที่มาของข่าว

‘ป๋า’ไปด้วยขึ้นเครื่องพร้อมแข้งผีล่าแชมป์ยูโรปา

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานบรมกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินทางไปพร้อมแข้งผีแดงที่ยกพลบุกโปแลนด์ไล่ล่าแชมป์ยูโรปา ลีก

ทัพนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด นำโดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งขึ้นเครื่องเดินทางไปโปแลนด์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก พบ บียาร์เรอัล ในวันพุธที่ 26 พฤษภาคมนี้

ทีมชุดนี้มี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังตัวหลักเดินทางไปด้วยแม้ไม่ชัวร์ว่าจะฟิตทันลงสนามหรือไม่หลังมีปัญหาบาดเจ็บข้อเท้ารบกวน ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แนวรุกชาวฝรั่งเศสไม่ได้เดินทางไปกับทีมเพราะบาดเจ็บ ลงไม่ได้แน่นอน แทงบอลออนไลน์

นอกจากนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือของทีมวัย 79 ปี ได้ขึ้นเครื่องไปพร้อมทุกคนด้วย เช่นเดียวกับ เดวิด กิลล์ อดีตซีอีโอ ที่เคยร่วมงานสร้างให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่อยู่หลายปี

ทั้งนี้ การปรากฏตัวบนอัฒจันทร์ของ “เฟอร์กี้” น่าจะสร้างกำลังใจให้แข้งผีแดงในการลุ้นแชมป์ยูโรปา ลีก วันพุธนี้ หลังเคยคุมทีมประสบความสำเร็จได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย และ คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปกับทีมด้วย

12 Strong หนังน่าดู Netflix

12 Strong อาจจะไม่ใช่หนังสงครามที่ตื่นเต้นที่สุด แต่พอจะพูดได้ว่า 12 Strong คือหนังสงครามที่สะท้อนแง่มุมที่สวยงามของมิตรภาพที่เกิดขึ้นท่ามกลางห่ากระสุนและเสียงระเบิดได้อย่างน่าสนใจ

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความโกรธแค้น ต้องการเอาคืนของอเมริกา หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ในปี 2001 ด้วยการส่งทหารมือดีจากหน่วยกรีน เบเรต์ จำนวน 12 คน กับภารกิจยึดคืนพื้นที่สำคัญ หนึ่งในฐานทัพของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ก่อนจะมีการส่ง U.S. Army Rangers หน่วยรบพิเศษของกองทัพบกสหรัฐฯ เข้าจัดการด้วยปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย War on Terror ในเวลาต่อมา

ข้อแตกต่างที่ทำให้  แตกต่างจากหนังสงครามทั่วไปคือ ทหารทั้ง 12 คน ไม่ได้เป็นผู้กล้ารักชาติที่ปฏิบัติภารกิจตามสไตล์อเมริกันจ๋าเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของนายพลอับดุล โดสตุม หัวหน้ากลุ่มแนวร่วมอิสลามที่ต้องการจะปลดปล่อยบ้านเกิดของตนจากรัฐบาลตาลีบัน จนกลายเป็นความร่วมมือระหว่างทหารอเมริกันผู้คุมแผ่นฟ้า ที่ทำหน้าที่ชี้เป้าให้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ กับกองกำลังของโดสตุมผู้ควบคุมผืนดินด้วยทหารจำนวนไม่กี่พันที่คอยเคลียร์และยึดคืนพื้นที่หลังจากทิ้งโจมตีทางอากาศบรรลุผล

12 Strong 

ในมุมหนึ่งอเมริกันคือคนที่นำพากองกำลังและอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันโดสตุมก็ค่อยๆ สอนความหมายของการเป็นนักรบ ที่มากกว่าการเป็น ‘ทหาร’ ให้ผู้พันมิตช์ เนลสัน (การได้เห็น คริส เฮมส์เวิร์ต ถอดชุดเทพเจ้าสายฟ้าแล้วแต่งเครื่องแบบทหารถือว่าเป็นอะไรที่สร้างสีสันให้หนังได้พอสมควร) หัวหน้าหน่วยผู้ไม่เคยฆ่าคนในสนามรบแม้แต่คนเดียว ทั้งคู่ค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนวันที่ภารกิจลุล่วง วันหนึ่งทั้งสองคนต้องแยกย้ายและอาจกลายเป็นศัตรูกันในเวลาต่อมา แต่สิ่งหนึ่งที่นายพลโดสตุมได้ให้ก็คือคำสัญญาว่าเขาและมิตช์คือพี่น้องกันตลอดไป

หรือความสัมพันธ์ของสิบเอกในหน่วย ที่เปลี่ยนจากความรำคาญเด็กในค่ายทหารที่คอยตามติดเขาแจ กลายเป็นความรัก ความเป็นห่วงที่ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมาในช่วงท้าย รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นของทุกคนในหน่วยนี้ที่ถึงแม้ตอนต้นเรื่องหลายคนจะมีปัญหากับหัวหน้าหน่วยอยู่บ้าง แต่เมื่อสงครามเริ่ม เราจะเห็นว่าไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ใครจะตั้งคำถามกับคำสั่งบ้าระห่ำที่ได้ยิน ทุกคนใช้เวลาไม่เกินเสี้ยววินาทีเพื่อตอบตกลงและรีบปฏิบัติภารกิจนั้นทันที

อีกส่วนหนึ่งของหนังที่ดีมากๆ คือการปูเรื่องดราม่าของครอบครัวนายทหารหลายครอบครัว ที่มีทั้งน่ารัก ตลก เศร้าแบบครบรส และไม่เลี่ยนจนเกินพอดี หนังทำให้เรารู้ว่าสงครามไม่ได้ทำให้แค่ทหารที่ไปออกรบต้องเสี่ยงชีวิต แต่คนที่รออยู่ข้างหลังก็กำลังเสี่ยงที่จะเสียชีวิตของคนเป็นสามีหรือคนเป็นพ่อไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งเราแอบเสียดายตอนท้ายอยู่เหมือนกันเพราะหนังไม่ได้เล่าตอนจบของแต่ละครอบครัวมากเท่าไร ทำให้ส่วนที่สร้างมาไว้ตั้งแต่แรกไม่ได้พูดถึงเท่าที่ควร

เรื่องสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ของหนังสงครามคือฉากแอ็กชัน ในภาคการรบอื่นๆ  ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานหนังสงครามทั่วไป มีความตื่นเต้น บีบคั้น ภาพสวย ซาวด์ดี ถึงจะไม่ได้โดดเด่นมากแต่ก็ไม่ถึงขนาดผิดพลาดจนต้องตำหนิ จะมีก็แต่ไฮไลต์ของสงครามอย่าง ‘การรบบนหลังม้า’ ที่มีข้อดีคือทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังของสงครามที่บันทึกเอาไว้ว่าสงครามครั้งนี้ฝ่ายทหารอเมริกันมีเพียงม้า 12 ตัวเป็นยานพาหนะ แต่อาจจะเพราะเวลาในการเล่าที่น้อย ทำให้เรารู้สึกว่าความสมจริงในจุดนี้ขาดหายไปมาก

เราเชื่อว่าสงครามนี้มีการใช้ม้าเป็นปัจจัยสำคัญในการรบจริง แต่ยอมรับว่าเราค่อนข้างไม่เชื่อกับภาพที่หนังนำเสนอว่าทหารที่แทบไม่เคยขี่ม้ามาก่อน (ยกเว้นหัวหน้าหน่วย) จะสามารถขี่ม้าฝ่าสมรภูมิทะเลทราย พื้นหิน ห่ากระสุนและลูกระเบิด พร้อมๆ กับยิงปืนได้อย่างแม่นยำมากขนาดนี้ จนกลายเป็นความประดักประเดิดขึ้นมาในใจ จนทำให้อารมณ์ร่วมที่ควรจะเกิดขึ้นในช่วงไคลแมกซ์ของหนังลดลงไปมากทีเดียว

แต่ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไปได้ (ที่มาจากความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนคนเดียว) องค์ประกอบอื่นๆ ที่พูดมา โดยเฉพาะเรื่องมิตรภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังทำให้ เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถเสียเงินค่าตั๋วไปดูได้แบบไม่รู้สึกเสียดายเงินแน่นอน

ดูหนังออนไลน์ฟรี

เอ็มบั๊ปเป้ได้แข้งยอดเยี่ยม-ดาวซัลโวปลอบใจ

คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าตัวเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมลีก เอิง พ่วงด้วยตำแหน่งดาวซัลโวในฤดูกาลนี้ไปครอง หลังอกหักไม่ได้แชมป์ลีก

เอ็มบั๊ปเป้ ทำผลงานยอดเยี่ยมในลีก เอิง ฤดูกาลนี้ด้วยการกระหน่ำไปถึง 27 ประตูจากการลงเล่น 31 นัด

ดาวยิงวัย 22 ปีจึงได้รับเลือกให้คว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมลีก เอิง ประจำฤดูกาล 2020/21 พร้อมซิวตำแหน่งดาวซัลโวพ่วงอีกรางวัล ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ได้รางวัลดาวซัลโวของลีก

อย่างไรก็ตาม เอ็มบั๊ปเป้ ไม่สามารถพาทัพเปแอสเชป้องกันแชมป์ลีก เอิง หลังเสียแชมป์ให้ ลีลล์ ที่ชนะในนัดปิดฤดูกาลเหนือ อองเช่ร์ 2-1 และทำให้มี 83 คะแนน มากกว่า ปารีส 1 คะแนน