ก.ล.ต. ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนเป็นเวลา 10 ปี เสียหาย74.8 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนรายนางสาวนภาศุกร์ มะละคำ ขณะกระทำผิดสังกัดธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยไม่ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 10 ปี กรณีกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินโดยยักยอกเงินของลูกค้าจำนวนหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 74.8 ล้านบาท

งนี้ ก.ล.ต. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ลงทุน 9 ราย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 – 13 พฤศจิกายน 2561 นางสาวนภาศุกร์ มะละคำ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ สังกัดธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้กระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุนโดยยักยอกเงินที่ผู้ลงทุนประสงค์จะซื้อกองทุนด้วยการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จมอบแก่ผู้ลงทุน เพื่อหลอกว่าได้บันทึกรายการซื้อกองทุนตามความประสงค์แล้ว แต่นางสาวนภาศุกร์ ไม่ได้นำเงินไปซื้อกองทุนตามความประสงค์ของผู้ลงทุนจริง จนเป็นเหตุให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 74.8 ล้านบาท

ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า นางสาวนภาศุกร์ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุน มีระดับโทษถึงขั้นเพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุน แต่เนื่องจากการได้รับความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ของนางสาวนภาศุกร์ได้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 อ่านเพิ่มเติม

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ศก.ไทยถดถอยรุนแรงในไตรมาส 2 กดดัน

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2020 หดตัวที่ -1.8%YOY (นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 1/2014 และหดตัวมากที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4/2011) โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคแล้ว (technical recession) หลัง GDP แบบ %QOQ sa หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส

ธนาคารไทยพาณิชย์

โดยสรุป เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2020 ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 ผ่านการหดตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาครัฐมีการเบิกจ่ายล่าช้าทำให้รายจ่ายด้านการบริโภคและการลงทุนภาครัฐปรับลดลง นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตในหลายพืชสำคัญหดตัวเช่นกัน

EIC คาดเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวมากสุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2020 จากมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ทั่วโลก โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีมาตรการภาครัฐและมาตรการเปิดเมืองบางส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญคือหากมีการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในระดับที่น่ากังวลก็อาจทำให้เศรษฐกิจหดตัวเพิ่มเติมได้

ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและแนวโน้มการหดตัวที่น่าจะรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 2/2020 รวมถึงการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีความเสี่ยงด้านต่ำค่อนข้างมาก EIC จึงยังคงมุมมองการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25 bps ในไตรมาสที่ 2/2020 และมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ในการประชุมวันที่ 20 พ.ค. นี้

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยอย่างละเอียดของ EIC โปรดติดตามการเผยแพร่ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2020 นี้

* Key points

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2020 หดตัวที่ -1.8%YOY เป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2014และหดตัวมากที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2011 ที่ไทยประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ และถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว (Recession) จากการที่เศรษฐกิจหดตัวเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (%QOQ sa) ติดต่อกัน 2 ไตรมาส (ไตรมาสที่ 4 ปี 2019 -0.2%QOQ sa และไตรมาสที่ 1 ปี 2020 -2.2%QOQ sa)

เศรษฐกิจไทยด้านการใช้จ่าย (Expenditure Approach) ได้รับแรงกดดันจากภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยว และการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และรวมถึงรายจ่ายภาครัฐที่ลดลงจากความล่าช้าของการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2020 อ่านเพิ่มเติม

WHAUP รายงานกำไรหลักเพราะผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจไฟฟ้า

WHAUP รายงานกำไรหลักจากการดำเนินการไตรมาส 1 ปี 2563 ในระดับที่ยังแข็งแรง เพราะผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจไฟฟ้า

บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP)ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2563 โดยมีรายได้และส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติ 662 ล้านบาท และมีผลกำไรจากการดำเนินงานปกติ 219 ล้านบาท

กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Income) ซึ่งเป็นดัชนีหลักในการสะท้อนผลการดำเนินการหลักของบริษัทมีการปรับตัวลดลง 19% โดยผลการดำเนินการในธุรกิจไฟฟ้ายังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ธุรกิจสาธารณูปโภคได้รับผลกระทบจากทั้งเรื่องสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทย และผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ในขณะที่กำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 178 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลกำไรจำนวน 95 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดของกลุ่มบริษัท

นายนิพนธ์ บุญเดชานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ WHAUP ได้กล่าวว่า “ธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทยังคงมีผลการดำเนินการหลักที่ดี บริษัทบันทึกส่วนแบ่งกำไรปกติ (Normalized Share of Profit) จากกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า จำนวน 251 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 1 ปี 2563 เพิ่มขึ้น 36% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ยังคงมีความมั่นคงตามปกติ ในขณะที่บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเข้ามาจากการที่โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ (CCE) เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว ในส่วนของโครงการ SPP ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในโครงการ SPP จำนวน 8 แห่ง ที่มีการดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทั้งหมด ในไตรมาสที่ผ่านมา ปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมของโครงการ SPP โดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 2 แห่ง (จากทั้งหมด 8 แห่ง) มีการซ่อมบำรุงตามแผนงาน โดยใช้ระยะเวลาประมาณแห่งละ 15 วัน ประกอบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มีการรับไฟฟ้าน้อยลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาเนื่องมาจากมีการซ่อมบำรุงสายส่งในพื้นที่ ด้วยปัจจัยทั้งสองดังกล่าวทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้ารวมลดลงประมาณ 5% ทั้งนี้บริษัทคาดว่าปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 75%-80% ของปริมาณขายรวม มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นในไตรมาสถัดไป อ่านเพิ่มเติม

ไทยวางแผนรับมือเฉพาะกิจปรับ เศรษฐกิจ รับวิกฤติโควิด-19

ในสถานการณ์ที่ ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้ เศรษฐกิจ โลกทรุดทันตาเห็นในระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือน กว่า 60 ประเทศทั่วโลกที่มีผู้ติดเชื้อ ต้องวางแผนในการรับมือผลกระทบกับเศรษฐกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะ ประเทศไทย

และอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยง มีการวางแผนรับมือเฉพาะกิจเช่น การแจกเงินกระตุ้น เศรษฐกิจ ภาคประชาชน กระทรวงการคลังโดย อุตตม สาวนายน ประกาศแจกเงินผู้มีรายได้น้อยทุกประเภท เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ในวงเงินกว่าแสนล้านบาทซึ่งหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น จีน ก็ได้มีการดำเนินการแบบเดียวกันนี้

นอกจากนี้ยังมี มาตรการด้านภาษี และการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามมาอีกหลายระลอก ในขณะเดียวกันเมื่อรัฐมีรายจ่ายมากมายมหาศาลก็ต้องมีรายได้เข้ามาชดเชย เช่น รายได้จาก การประมูล 5 จี ที่ปีนี้จะนำเข้า กองทุน กสทช. เพื่อดำเนินการ โครงการต่างๆของรัฐโดยตรง รวมทั้งรายได้จาก รัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร ด้วย และต้องปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

นำร่องไปก่อน พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC โดย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประกาศทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ยึดหลักนโยบาย สานต่อ ต่อยอด ผ่านกลยุทธ์ 3 Steps : Step Change-Step Out-Step Up ที่จะยกระดับในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ตามหลักการ GC Circular Living ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนโลก ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความยั่งยืน

เริ่มจาก Step Change สานต่อการเป็นผู้นำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับฐานการผลิตในปัจจุบันเป็นการสร้างบ้านให้แข็งแรง ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจด้วยการขยายตลาดเข้าสู่ ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ และ High Value Business (HVB) มุ่งขยายตลาดใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ จะฟื้นตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อ่านเพิ่มเติม

ทริสเรทติ้งยกเลิกอันดับเครดิตองค์กร “บ. เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป” เครดิตสิ้นสุดลง

ทริสเรทติ้งยกเลิกอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เนื่องจากสัญญาให้บริการจัดอันดับเครดิตสิ้นสุดลง

 

 

อันดับเครดิตของบริษัทที่เคยประกาศต่อสาธารณชนมาก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับการทบทวนอีกต่อไปนับจากวันที่ประกาศนี้

บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (ACAP)

อันดับเครดิตองค์กร: D

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด อ่านเพิ่มเติม

ประกาศเริ่มใช้ เงินหยวนดิจิทัล ของจีนหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด

นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประกาศเริ่มใช้ เงินหยวนดิจิทัล ของจีน น่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต

ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน อีกทั้งเงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับสกุลเงินดิจิทัลหรือ cryptocurrency อื่นๆ และเมื่อพิจารณาถึงผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าธนาคารพาณิชย์จีนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเงินดิจิทัลนี้ให้ลดทอนบทบาทธนาคารพาณิชย์ในการทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อกลไกราคา อีกทั้งความต้องการใช้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจลดลง

“เงินหยวนดิจิทัลมีความต่างจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในมือถือของประชาชนโดยตรง การใช้จ่ายทำผ่านระบบ NFC ก็คือเอาโทรศัพท์มือถือมาแตะกัน จึงให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสูงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน และสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ในภาคธุรกิจคือ เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธุรกิจร้านค้าอาจถูกติดตามเรื่องการเสียภาษีได้ง่ายขึ้น”

ทั้งนี้ในมุมมองของไทยพาณิชย์ สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างมาก คือเมืองสงอัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง เพราะรัฐบาลจีนจะผลักดันให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคต ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat นั้น รัฐบาลจีนออกกฎชัดว่าต้องสามารถรองรับการใช้งานของเงินหยวนดิจิทัลได้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้งานแพร่หลายอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ cryptocurrency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra และยังเป็นการสกัดกั้น cryptocurrency อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

 

JKN ผนึก ICC รุกตลาดโฮมช็อปปิ้งในไทยดีเดย์

นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย (JKN) เปิดเผยว่า บริษัทจับมือเป็นพันธมิตรกับ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) ในเครือสหพัฒน์ 

ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อรุกตลาดโฮมช็อปปิ้งในไทยด้วยการผลิตรายการJKN Shopping ออกอากาศทางช่องJKN Dramax ที่ปัจจุบันเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ ช่อง PSI 159, กล่อง GMMZ ช่อง 116, กล่องทีโอทีไอพีทีวี ช่อง 41, กล่องทรูไอดี, กล่องเอไอเอสเพลย์บ็อค และแอพพลิเคชั่นทรูไอดี, เอไอเอสเพลย์ และเอชทีวี

สำหรับรูปแบบรายการJKN Shopping จะนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทั้งชายและหญิง อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ที่มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านโฮมช็อปปิ้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากแบรนด์ดังของ ICC ในเครือสหพัฒน์ มากกว่า 50 แบรนด์ในราคาสุดพิเศษ ที่ทาง ICC ได้คัดสรรมาจำหน่ายในJKN Shopping เช่น แบรนด์ Arrow, Wacoal, BSC เป็นต้น โดยจะออกอากาศตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.63 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ICC ยังให้ความสนใจซื้อพื้นที่สื่อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ www.JKNCNBC.com ซึ่งจะเป็นหนึ่งในช่องทางที่สามารถสร้างรายได้แก่ธุรกิจในเครือ ที่มาจากการขายสื่อโฆษณาให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย  อ่านเพิ่มเติม

เปิดบวก ตลาดหุ้นเอเชีย ขานรับดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 400 จุด

ตลาดหุ้นเอเชีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเช้าวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (8 พ.ค.) หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย.ร่วงลงน้อยกว่าที่วิตกกัน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเอเชีย ยังได้แรงหนุนจากข่าวที่ว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐและจีนได้หารือกันเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเฟสแรก ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ของสหรัฐและประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมัน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 20,333.73 จุด เพิ่มขึ้น 154.64 จุด, +0.77% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 2,901.57 จุด เพิ่มขึ้น 6.23 จุด, +0.22% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 24,470.18 จุด เพิ่มขึ้น 240.01 จุด, +0.99% ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 10,942.18 จุด เพิ่มขึ้น 40.76 จุด, +0.37% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,953.51 จุด เพิ่มขึ้น 7.69 จุด, +0.40% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,597.85 จุด เพิ่มขึ้น 5.97 จุด, +0.23% ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 5,641.53 จุด เพิ่มขึ้น 19.59 จุด, +0.35% อ่านเพิ่มเติม

 

นิด้าโพล เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการคลายล็อกดาวน์แม้กังวลโควิดรอบ 2

นิด้าโพล เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการคลายล็อกดาวน์แม้กังวลโควิดรอบ 2

นิด้าโพล
นิด้าโพล

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down” พบประชาชนส่วนใหญ่เกือบครึ่ง ค่อนข้างเห็นด้วยเพราะผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 น้อยลง ประชาชนจะได้ประกอบอาชีพหารายได้ได้เหมือนเดิม แต่ก็ค่อนข้างกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดในรอบที่ 2 แม้จะค่อนข้างเชื่อว่าผู้ประกอบการทำตามคำสั่งด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นก็ตาม

นิด้าโพล สำรวจจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2563

ทั้งนี้ การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 34.39 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี และกลับมาประกอบอาชีพได้หลังจากบางอาชีพสั่งปิดทำการชั่วคราว ร้อยละ 49.56 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ ผู้ติดเชื้อน้อยลง ประชาชนได้ผ่อนคลายบ้าง มีการรับมือทางการแพทย์ที่ดี ประชาชนให้ความร่วมมือค่อนข้างดี ประชาชนดำรงชีวิตสะดวกมากขึ้น และประกอบอาชีพหารายได้ได้เหมือนเดิม

ขณะที่ร้อยละ 9.93 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่พ้นวิกฤติ หากมีการกลับมารวมตัวกันของประชาชนมากขึ้น เกรงว่าจะกลับมาแพร่ระบาดรอบ 2 ร้อยละ 6.04 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ อยากให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หมดไป 100% ก่อน หรือเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก 1 เดือน และเกรงว่าจะกลับมาแพร่ระบาดรอบ 2 และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

ด้านความเชื่อของประชาชนต่อผู้ใช้บริการและร้านค้าว่าจะสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากมีการผ่อนปรนให้เปิดกิจการร้านค้าได้ พบว่า ร้อยละ 18.19 ระบุว่า เชื่อมาก เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการทำตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และผู้ประกอบการก็พยายามทำตามมาตรการเพื่อป้องกันการสั่งปิดทำการชั่วคราวอีก ร้อยละ 48.77 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ เพราะ ผู้ประกอบการทำตามคำสั่งด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น

ขณะที่ร้อยละ 26.13 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ เพราะ ประชาชนบางกลุ่มยังไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย ไม่ทำตามกฎกติกา และกิจการขนาดเล็กอาจจะปฏิบัติตามได้ไม่เต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดทางงบประมาณ ร้อยละ 6.43 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย เพราะ ประชาชนและผู้ประกอบการมีความตระหนักในการป้องกันไม่เท่ากัน อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 ขึ้น และร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 15.33 ระบุว่า กังวลมาก เพราะ การกลับมาเดินทางและการรวมตัวของประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้ละเลยในการเว้นระยะห่างทางสังคม อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 ร้อยละ 47.58 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล เพราะ คนที่เดินทางข้ามจังหวัดอาจจะไปในพื้นที่เสี่ยงแล้วกลับมาในพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่ระบาด ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 ได้

ขณะที่ร้อยละ 25.73 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ป้องกันตัวเองมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงมาก และมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ไม่น่าจะเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ร้อยละ 11.12 ระบุว่า ไม่กังวลเลย เพราะ ภาครัฐมีมาตรการควบคุมป้องกันที่ดี ประชาชนและผู้ประกอบการให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะหมดไปแน่นอน และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

 

 

BMW ทุ่ม 4.4 พันล้านหยวน สร้างโรงงานแห่งใหม่ในจีน

BMW ทุ่ม 4.4 พันล้านหยวน สร้างโรงงานแห่งใหม่ในจีน

BMW
BMW

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (BMW Group) วางแผนการลงทุนมูลค่า 4.4 พันล้านหยวน (ราว 2 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในเมืองเสิ่นหยางปีนี้

รายงานระบุว่า เงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ก่อสร้างอาคารหลักของโรงงานแห่งใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู บริลลิแอนซ์ ออโตโมทีฟ (BBA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และบริษัท บริลลิแอนซ์ ไชน่า ออโตโมทีฟ โฮลดิงส์ ของจีน

ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานแห่งใหม่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ด้วยเงินลงทุนรวม 2.83 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ซึ่งจะผลักดันให้เมืองเสิ่นหยางก้าวขึ้นเป็นศูนย์การผลิตระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู

อนึ่ง จีนได้กลายเป็นตลาดจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลังมียอดจำหน่ายมากกว่า 720,000 คัน ในปี 2562

นับตั้งแต่ที่เข้ามาลงทุนในจีนเมื่อปี 2546 จนถึงปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยูได้ลงทุนมากกว่า 5.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.3 แสนล้านบาท) ในเมืองเสิ่นหยาง โดยได้สร้างโรงงานผลิตรถยนต์ 2 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาอีก 1 แห่ง