หนัง Inception ที่สุดแห่งหนังหักมุมสุดมันส์

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก หนัง หักมุม หรือ หนัง ที่ มีเรื่อง ราว เกินคาด คิด ที่ ผู้ชม ไม่สามารถ เดา ตอนจบ ได้นั้น ถือว่า

เป็น อีก หนึ่ง แนว หนัง ที่ ผู้ชม ส่วนใหญ่ สนใจ และ นิยม ไม่ แพ้ หนัง ใน แนว อื่นๆ อย่าง หนัง

ที่ทาง เรา อยาก แนะนำ ใน บทความนี้ ซึ่งเป็น หนัง ที่ ได้รับ การขนานนาม ว่า เป็นหนังหักมุม

สุด มันส์ ที่นอกเหนือจากการที่จะมีการหักมุม ใน ตอนจบ อย่าง คาดไม่ถึงแล้ว ตัวหนัง ยัง

สามารถ ดำเนินเรื่อง ราว ภายใน หนัง ได้ ลุ้น ระทึก สุด มันส์ สะใจ คนดู อย่าง หนัง เรื่อง

Inception (2010) จิตพิฆาต โลก

 

สำหรับ หนัง หักมุม เรือง Inception ขอเกริ่น ก่อน เลยว่า เป็น หนัง ที่ มี เนื้อเรื่อง แปลกใหม่

เป็นอย่างมาก ด้วยรูปแขบ การ ถ่ายทอด หนัง ที่ บอกเล่าเรื่องราว เก็ยวกับ กลุ่ม บุคคลที่สามา

รถ เดินทาง เข้าไป ใน ฝัน ของ คน ได้ เพื่อ ไป ทำ ภารกิจ อะไรบางอย่าง ต้อง บอก เลยว่า เป็น

หนัง ที่ มีการ เดินเรื่อง แปลกใหม่ ที่มา พร้อมกับ กราฟฟิค เอฟ เฟค สุด ตระกาลตา แต่ ยังคง

ความสมจริงสมจังไว้ได้อย่างดีเยี่ยม รวมทั้ง เรืองราว สุด ลุ้น ระทึก และฉากบู๊สุดมันส์ และ

เนื้อหาต่างๆ ที่ ผู้ชม ไม่สามารถ ะพริบตา ได้ แม้กระทั้งวินาที เดียว เรียกได้ว่า Inception

นั้น เป็น หนัง บู๊ สุด มัน ทีมา พร้อม เนื้อหา แปลกใหม่ และตอบ จบ หักมุม อย่างแท้จริง

 

โดยเรื่องย่อ ของ หนัง หักมุม Inception นั้น เป็นเรื่องราวเก็ยวกับ ตอม คอบบ์ หัวขโมย

ฝีมือ ฉกาจฉกรรจ์ และ เป็น ผู้ที่ สามารถ เดินทาง ท่อง ฝัน ของบุคคลอื่น ได้ เพื่อ ทำการ

โจรกรรม ข้อมูล ต่างๆ ที่ เกี่ยวฟัน กับ ธุรกิจ ขนาน ยักษ์ ใหญ่ จาก การ จ้าง ของ คนที่ หวังผล คุณ

ประโยชน์ จาก ทาง ธรุกิ จนั่น เอง ซึ่ง ใน สมัยก่อน เขา กสับ ทำผิดพลาด ด้วย ความหลงระเริง

สำหรับในการ ท่อง ฝัน ของมนุษย์ จำนวนมาก กระทั่ง ทำให้เขา สั่งทุกสั่งทุกอย่าง ที่ เขา รัก ไป

รวมทั้ง ในขณะนี้เขา ได้รับ ช่องทาง ครั้ง ใหม่ สำหรับการเดินทาง ท่อง ฝัน เพื่อ ล้ก ข้อมูล ครั้ง

สำคัญ โดยรูปแบบใหม่ เป็น การ ปลูกฝัง ข้อมูล อะไรบางอย่าง ให้ กลับ บุคคล ที่สามารถเรียก

ได้เลยว่ามีอำนาจ แล้วก็เข้าถึง ยาก เพื่อเป็นการ ล้างมือ แล้วก็ล้างแค้น ให้ กับตัว เขา เอง

 

ซึ่ง การเดินทาง ท่อง ฝัน ไม่ใช่เรื่องง่ย เขา จะ สามารถ ออกมาจาก ฝันที่ เขา สร้างได้ หรือไม่

รวมทั้ง เขา จะ แก่มือ ล้างแค้น ให้ กับ ตัวเขา เองเสร็จ หรือไม่ ติดตาม ได้ ใน Inception จิต

พิฆาต โลก นับได้ว่าเป็น หนัง หักมุม กหัวข้อ ที่ ทำ ออกมาได้เป็นอย่างดี ที่ นอกเหน็อจาก

การหักมุม แล้ว การตำเนินเรื่อง ต่างๆ ยัง ทำเอา ผู้ชม ลุ้น ระทึก จนกระทั่ง นั่ง ไม่ ติด เก้าอี้ อย่าง

แน่นอน สำหรับ ใคร ที่ ยัง ไม่เคยรับ ชม หนัง เรื่อง Inception ต้อง บอกเลยว่า ไม่ควรพลาด

เป็นอย่างยิ่ง

เว็บดูหนังฟรี

หนัง GONE GIRL : คุณรู้จักคนรักของคุณดีแค่ไหน?

หนัง Gone Girl ว่านี่คือหนังที่เหมาะสมที่สุด

หนัง Gone Girl

หนัง Gone Girl ว่านี่คือหนังที่เหมาะสมที่สุด เรื่อง หนึ่ง ของปีนี้ ไม่ เพียงเท่านั้น มัน ยัง เป็น หนัง ทริ ลเลอร์-ระทึกขวัญ ที่ สนุก

มากเรื่อง หนึ่ง ใน รอบ นับเป็นเวลาหลายปี เลย ก็ ว่า ได้ ผลงาน การกำกับ ของ เดวิด ฟินเชอร์

เรื่องนี้เต็มไปด้วย ลูก ล่อ ลูก ชน การต่ำเนินเรื่อง ที่ น่สนใจ และเรื่อง หลายอย่าง ใน เรื่องก็

เหมือน พร้อม จะ ตลบหลังผู้ชม อยู่ตลอด เวลา

คนเขียน นิยาย ของ เรื่อง (และ ยัง ทำหน้าที่ ควบ) สำหรับการ เขียน บทภาพยนตร์ อย่างกลิ่น

เลียน ฟลินน์ นั้น เธอมีเซนส์ ในการ แต่งนิยาย แนว ระทึกขวัญ แน่นอน ว่า พวกเรา เคย ดูหนัง

แนว หักมุม และตัวละครหลัก ไม่น่าไว้วางใจ มานับ ครั้ง ไม่ ถ้วน แต่ว่า เธอ ก็เลือก ที่จะ สร้าง

ตัว ละคร เอก ของ เรื่อง ไม่ว่า จะ เป็น นิค ต้น น์( เบน ฮัฟเฟล็ค) และ เอมี่ ต้นน์(โรซามุนด์

ไพค์ ให้มีลักษณะ ไม่น่าไว้วางใจ ใคร ได้ เลย เพราะ พวกเรา ไม่เคยทราบ เลย ว่า ผู้แสดง ตัว

ไหนกันแน่ ที่กำลัง “พูดเท็จ” คนดูอยู่

เรื่องราว ของ Gone Gir! นั้น เริ่มขึ้นเมื่อ หญิงสาว คน หนึ่ง เกิด หายตัวไป อย่าง ล็กลับ ในวาระ

ครบรอบ สมรส ปี ที่ 5 ด้วย ร่องรอย แล้วก็ หลักฐาน ที่ ที่เกิดเหตุ นั้น ล้วน ชี้ ไป ยัง สามี ของเธอ

สำหรับในการ เป็น ผู้ต้องสงสัย ฮันบหนึ่ง ยิ่ง พยายาม ค้นหา หลักฐาน การ หายตัว ไป ของ เอมี่

มากแค่ไหน สั่งเหล่านั้น ก็ ดูเหมือนจะ ชี้ตัว ว่านิ คนั้น น่าจะเป็น ผู้กระทำ และ ซุกซ่อน ความลับ

บางอย่าง เอาไว้ งเวลาผ่านไปตำรวจ ก็เหมือน จะ เริ่ม ระแคะระคาย ถึงความผิดปกติ ของ คดี

แต่ เมื่อ ข่าวสารนี้ แพร่กระจาย ออก ไป ใน สั่งคม สื่อมวลชน ก็ โหม ประโคมข่าว จน คน ทั่วเมือง

ก็เกือบจะตัดสิน ชายคน นี้ ไป แล้ว เป็นระเบียบเรียบร้อย ว่า เขา เป็น คน “ฆ่า” เมียตัวเอง ก่อน

ที่ คดี จะ ถูก ศาล ตัดสินเสียด้วย ซ้ำ ไป

ทาง ฝ่าย ตัวละคร อย่าง นิค นั้น เขา เป็น คอสัมนิสต์ นิตยสาร ใน นิวยอร์ก ที่ ต้อง ตกงาน เพราะ

ผล พวก จาก เศษฐกิจตกต่ำา และ การเติบโต ขึ้น ของ ส์อ ออนไลน์ เป็นผล ทำให้เขา ตัดสินใจ

ชักชวน ภรรยา เดินทาง กลับ ไป ใช้ชีวิต ในบ้าน เกิด ที่ เงียบเชียบ ใน มิส ชูรี่ และ หันมา ทำ ธุรกิจ

เล็ก ๆ ด้วย การ เปิด บาร์ ร่วมกับ พี่สาว ของตนเอง ข้อผิดพลาด ของ ตัวละครนี้ อยู่ตรงที่ว่า เขา

ต่อกร กับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ได้ไม่ดี พอ และ การ ที่ เขา ไม่ทัน ดูแลตัว นั้น ก็ ทำให้ ปัญหา บาน

ปลาย ไป ใหญ่ โดยเฉพา: กับ ภาพ ที่ เขา “เผลอ” ยิ้ม ให้ ช่างถ่ายภาพ อ ที่ ต้น แชะ ภาพ ของ

เขาไป พร้อมกับภาพ ฉากหลังที่ เป็น รูป “ภรรยาหาย” พอติบพอดี เม็อ “รูป” ถูกเผยแพร่

ออกไป ใน วงกว้าง จึงเกิดกรวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนัก หน่วง ว่า เขา ไม่ เสียใจ หรือไร ที

ภรรยา ของตน หายไป (ต้อง หน้าเศร้า สิ … ใช่ไหม)

แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง(และในนิยาย) นั้นตัวฟลินน์เองตั้งใจจะจุดประเด็นในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนหรือฐานันดรที่ 4 ว่าพวกเขาเป็นคนกำหนดและขับเคลื่อนให้สังคมมองประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างไร เราจะได้เห็นการทำข่าวของสื่อฯ, ผู้ประกาศข่าวที่เลือกจะตัดสินจำเลยโดยไม่ได้หาเหตุผลอื่นๆมาประกอบ แต่พยายามโน้มน้าวให้สังคมเชื่อตามตน, เพศและการคุกคาม (ซึ่งในหนังเรื่องนี้เพศหญิงกลายเป็นฝ่าย “รุก” ผู้ชายและต้อนจนเขาจนมุม)

แนวคิดอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับหนังอย่าง Gone Girl นั้นต้องการจะพูดถึง “ชีวิตคู่” ซึ่งตัวเรื่องราวของมันก็ตีแสกหน้าวัยหนุ่มสาวที่มองเรื่องความรักเป็นสิ่งงดงามได้อย่างถึงแก่น เมื่อชีวิตก่อนและหลังแต่งงานนั้นกลายเป็นหน้ามือกับหลังมือ ชีวิตคู่ก่อนแต่งงานของนิคและเอมี่นั้นดูสดใส ซาบซ่านและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าหลายปีผ่านไปหลังจากที่พวกเขาได้แต่งงาน พวกเขาก็เดินหน้าเข้าสู่หลุมพรางของชีวิตคู่และหายนะก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีฝ่ายหนึ่ง “โกหก” อีกฝ่าย

อันที่จริงตัวผู้เขียนก็อยากจะเขียนบทวิจารณ์ในเชิงเจาะลึกถึงตัวละครมากกว่านี้ ทว่าหากต้อง “ลึก” กว่าที่เป็นอยู่มันอาจจะเป็นการสปอยล์หนังโดยความจำเป็น ดังนั้นเมื่อต้องเขียนในเชิงกลางๆแล้ว ข้าพเจ้ามองว่าตัวหนังนั้นสามารถเก็บหมัดเด็ดเอาไว้ตรงกลางเรื่อง และพลิกสถานการณ์ทุกอย่างจากหนังสืบสวนให้กลายเป็นการพลิกคดีแบบคนดูหงายเงิบไปตามๆกัน

ดูหนังออนไลน์

Get Out หนังที่หยิบจับเอาปัญหาการเหยียดผิว มาสร้างเป็นพล็อตหนังลึกลับสยองขวัญ

Get Out

Get Out

Get Out นับ เป็น หนัง ตื่นเต้น ทุน ต่ำ มากมาย ที่ ได้รับ คำสรรเสริญ แล้วก็ รายได้ เยอะแยะ มหา

ศาล เริ่มจากรายด้ จากการฉาย “Get Out” สามรถ ทำเงิน ได้ สูง ปรี๊ด โดย ลงทุน สร้างไป

เพียงแค่ 4.5 ล้าน บาท และก็ ได้เงิน กลับมาตลอดการฉาย 5 อาทิตย์ ทั่วทั้งโลก แล้ว

ประมาณ 170 ล้านเหรียญ ฯ (แล้วก็ ยังคงเดินหน้า ฉาย ถัดไป อีก ) ด้าน ข้อคิดเห็น ก็ ไม่น้อย

หน้า หนัง ปัดกวาด กระแส ศาชมเชย จาก นักวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งผู้ชม อย่างคุ้มคลั่ง โดย

คะแนนรีวิว ใน เว็บ โด่งตัง อย่าง “Rotten Tomatoes” หรือ ที่ บ้าน พวกเราเรียก ว่าเว็บไซต์

มะเขือ เน่า นั้น ก็ สูง ป รี๊ด เกิน กว่า หนังตื่นเต้น เรื่อง นๆ เค้า ได้ กัน ( ถึง ใน ในเวลาที่ ผม รีวิว

อยู่ นี่ หนัง ได้คะแนน มากถึง 99%)

 

“Get Out” หรือ ในซื่อ ไทยว่า “ลวงร่างประสาทหลอน ” สำเร็จงานการ กับ และ เขียน

บท ของ “จอร์แดน เพลี” ที่เล่าถึงเรื่องราว ปกติ ทั่วๆไป ของ คุรัก โดย”โรส” (แอลิสัน วิล

เลียม ) ต้องการพา “คริส” (แดเนียล คาลู ย่า ) แฟน ชายหนุ่ม ผิว สี ไปเยี่ยมพ่อแม่ แต่ว่า

เหตุ ระหว่างเดินทาง ส่อแวว ความแปลกประหลาด และไม่น่าไว้วางใจ มาสู่ ทั้งสอง ยิ่งไปกว่า

นั้น เมือ ทั้งสองไป ถึงยังหน้าบ้น พ่อแม่ กล้บ จะต้อง พบเห็น กับ เรื่องราว เชิญ ประหลาด ที

มั่นใจว่ามีต้น ตอมา จาก ปัญหาค้าน ชาติกำเนิด ของคริส แล้วก็ ตั้ง ให้ คริส จำต้อง เข้าไป

พบเห็น กับ ความเป็นจริง ที่สุด แสน ระทึก เกิน จะ ชี้แจง

ตัวหนัง มากับ บรรยากาศ ที่ มอง วังเวง ไม่น่าไว้วางใจ และก็ นักแสดง รอบกาย ดารานำชายก็ ดู

เหมือนจะ ธรรมคา แต่มี ประเต็น แถม ท่าที ก็ ยัง พิกล ชอบกล เป็น จำต้อง ยกย่อง จุด ชักจูง

ของหนัง ที่ ทำให้ ผม งง กับ เรื่องราว อยู่เสมอ หากแม้ผม จะ พอเพียง ทายใจ ที่มา ที่ ของ เหตุ

แปลก ๆ ที่เกิด ขึ้นได้ตั้งแต่ตอน ก็งกลางเรื่อง โดย จุดหลอน ของหนัง จัดว่า จัดจ้าและก็

สร้าง ความ น่ากลัว ให้ กับ อารมณ์ หนัง เจริญ จริงๆ จังหวะ ความ น่าสยอง แล้วก็ ความ เป็น คอ

เมดี้ ถูก แทรกสอด เข้ามา ใน หนัง ได้ เหมาะสม ถูกเวลา ซึง ช่วย เพิ่ม รสชาติ ให้ หนังมี ความ

น่าดึงดูดใจ และก็ ยัง ช่วยทำให้ปรับ กำเนิด ได นามิค ของ อารมณ์ หนัง ได้ อย่า

ในส่วนของประเด็นหลักที่ผมจะขอพูดถึงก็คือเรื่องของบทภาพยนตร์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังถูกพูดถึงและกำลังกอบโกยรายได้อยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่งต้องชื่นชมพล๊อตเรื่องของหนังที่ผู้สร้างสามารถครีเอตเรื่องราวสยองขวัญได้อย่างโดดเด่นและสามารถโยงเข้ากับประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวได้อย่างมีน้ำหนัก ซึ่งชวนให้ผมนึกถึงหนังผีไทยอย่าง “ลัดดาแลนด์” ที่สามารถจับเรื่องราวสยองขวัญมามิกซ์กับประเด็นปัญหาครอบครัวในสังคมไทยได้อย่างลงตัว (ซึ่งเป็นผลให้ใน “ลัดดาแลนด์” ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเกือบทุกเวที) กลับมาที่ประเด็นผิวสีของ “Get Out” ที่ผมรู้สึกชอบการนำเสนอในแง่มุมที่หนังไม่ได้สร้างปมดราม่าน่าเห็นใจหรือบีบคั้นผู้ชมให้เห็นถึงการเหยียดหยามจนน่าหดหู่ แต่กลับนำเสนอผ่านมุมมองที่ยังเป็นคงไว้ซึ่งความเป็นหนังสยองขวัญชัดเจน มันจึงทำให้ภาพยนตร์มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมทั่วไปได้มากกว่าเดิม

ท้ายสุด “Get Out” ยังถือเป็นความแปลกใหม่ที่ทำได้ถึงรสถึงชาติของภาพยนตร์สยองขวัญ ซึ่งผู้สร้างสามารถวางโครงสร้างของเรื่องราวความระทึกขวัญให้สมดุลกับการวิพากษ์สังคมได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้หนังยังมีช่วงอารมณ์ขันของเรื่องราวแทรกเข้ามาเป็นระยะๆส่งผลให้  กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญรูปแบบใหม่ที่ดูสนุก ลุ้นระทึก และฉุดให้คิดกับการเสียดสีสังคมไปแบบเนียนๆ

ดูหนังออนไลน์

หนัง Baby Driver ปล้นเต็มสปีด มันส์สุดเร้าใจโดนใจนักซิ่ง

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว ของผู้กำกับขวัญใจวัยรุ่นสายเกรียนอย่าง เอ็ดการ์ ไรต์ ที่หลังสุดมีเครดิต (แบบมีดราม่า) จากการเขียนบทเรื่อง Ant-Man (2015) ส่วนด้าน

ผลงานเต็มตัวทั้งกำกับทั้งเขียนบทที่สร้างชื่อให้เขามาตลอดนั้น อย่างเรื่องล่าสุด The World’s End (2013) ก็มาแบบค่อนข้างกระแสแผ่วมาก ๆ ต่างจากผลงานก่อนหน้าอย่าง

พวก Shaun of the Dead (2004), Scott Pilgrim vs. the World  (2010) และผลงานที่ดีที่สุดของเขา (ในความเห็นส่วนตัว) อย่าง Hot Fuzz (2007) ไปมากทีเดียว ทำให้ Baby Driver นับเป็นการกลับมาคืนฟอร์มที่แจ่มว้าวสมการรอคอยของสาวกพันธุ์แท้เฮียไรต์ทีเดียว

เอ็ดการ์ ไรต์ ผู้กำกับ กับ แอนเซล เอลกอร์ต นักแสดงนำ
หนังเล่าเรื่องของ เบบี้ (แอนเซล เอลกอร์ต) หนุ่มผู้มีแผลใจในวัยเด็กจากการสูญเสียพ่อและแม่

ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีเขาอยู่ด้วย ซึ่งนอกจากการที่เขาต้องย้ายมาอยู่ในการอุปการะของ โจเซฟ (ซีเจ โจนส์) ชายผิวสีผู้เป็นใบ้แทนแล้ว เขายังต้องอยู่กับเสียงวิ้ง ๆ ในหูตลอดเวลาไป

ตลอดชีวิต ทำให้เขามักใส่หูฟังเพลงจากไอพอดเพื่อกลบเสียงนั้นอยู่เสมอ เพราะชีวิตที่ไม่ได้สวยหรูเขาติดหนี้ก้อนใหญ่กับ ด็อก (เควิน สเปซี่) ชายประวัติลึกลับผู้อยู่เบื้องหลังตำรวจชั่วและการวางแผนจ้างอาชญากรก่อเหตุปล้นใหญ่แทบทุกครั้งในเมืองแอตแลนต้า

ด็อกมองเห็นความสามารถของเบบี้ที่ขับรถความเร็วสูงหนีการไล่ล่าได้ทุกครั้งจนต้องใช้งานอยู่เสมอในการช่วยขับให้ทีมปล้นหลบหนีตำรวจ ตัวเบบี้แม้จะไม่อยากทำงานสกปรกนี้แต่หนี้ก้อน

ใหญ่ที่เขาติดกับด็อกก็บังคับให้เขาต้องอยู่ในวังวนนี้ตลอด แม้ว่าวันหนึ่งการเข้ามาของ เดโบร่า (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวสุดสวยที่เคมีเข้ากับเขาแทบจะทันทีที่พบกัน จะทำให้เขาอยากหนีจาก

ชีวิตอาชญากรรมเต็มที แต่งานนี้ด็อกและเหล่าสุดแสบที่ถูกรวมตัวมาร่วมทีมปล้นครั้งใหญ่อย่าง ไอ้โรคจิตแบทส์ (เจมี่ ฟ็อกซ์) และคู่รักสุดโหดอย่าง บัดดี้ (จอน แฮมม์) กับดาร์ลิง (ไอซ่า กอนซาเลส) คงไม่ยอมปล่อยกุญแจสำคัญในแผนอย่างเบบี้ไปโดยง่ายแน่ ๆ

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาฟูมฟักนานนนนมากกกก จนเหลือเชื่อเลยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ผู้กำกับปลุกปั้นหลังจากหมดภารกิจจาก Ant-Man เสียอีก เอาเข้าจริงไรต์น่าจะเริ่มเขียนบท

ตั้งแต่จบหนังเรื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 1995 นู้นนนน แต่กว่าบทจะลงตัวสมบูรณ์ก็มายันปี 2011 เลยทีเดียว และกว่าจะได้ถ่ายทำจริงจังก็ปีนี้นี่เองครับ โดยจากแรก ๆ ที่ไรต์เตรียมเพลงประกอบ

ในการทำหนังแอ็คชันมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น (ศัพท์นี้ผู้กำกับแกนิยามเองนะ) ไว้ 10 เพลงก็ไหลมาจนถึง 30 เพลงจนได้

อาจเพราะหมักข้นได้ที่ขนาดนี้หนังเลยออกมาแซ่บไม่ธรรมดาเอามาก ๆ ครับ เพราะเป็นการผสมหนังหลายแนวหลากอารมณ์ให้มานัวอยู่ในเรื่องนี้ได้อย่างสนุกทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นหนัง

อาชญากรรมที่มีการวางแผนชิงไหวพริบของคนในทีมที่ไม่ได้สามัคคีอะไรกันนัก ตัวละครอย่าง ด็อก ก็ดูลึกลับจนยากหยั่งถึง ด้านความเป็นหนังธริลเลอร์ก็มีตัวร้ายอย่าง แบทส์ และคู่รักบัดดี้

กับดาร์ลิง ที่กดดันคนดูจนแบนราบไปกับที่นั่ง ยิ่งตอนหลัง ๆ นี่มันจะตื้อจะโหดกว่าพวกหนังสยองขวัญฆ่าไม่ตายบางเรื่องเสียอีก โคตรลุ้นจริง ๆ เพราะพระเอกนอกจากฝีมือขับรถเทพแล้ว

พี่แกก็มนุษย์ธรรมดาท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง บทสนทนาเรื่องนี้ก็มีชั้นเชิงมากครับ หลายฉากนี่ฟาดฟันด้วยฉากพูดได้ลุ้นกว่าแอ็คชันเสียอีก บางช่วงนี่นึกว่าเควนตินมาเขียน

ให้เลยด้วยซ้ำ ส่วนพาร์ทความเป็นหนังแอ็คชันที่นอกจากการไล่ล่าด้วยรถแบบลุ้นตีนจิกแล้ว ก็ยังมีการใช้รถสู้ฟาดฟันกันแบบเหนือชั้นทีเดียว ด้วยพลังของการถ่ายขับจริงที่ไม่พึ่งพาซีจี กับ

พลังการตัดต่อที่หนังของไรต์ทำได้เหนือชั้นทุกเรื่อง นี่จึงเป็นหนังขับรถที่มีฉากไล่ล่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

นอกจากนั้นทางฝั่งอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ ในหนัง อย่างความเป็นหนังรักก็ทำได้เชื่อแบบปลื้มปริ่ม อายม้วนต้วนกับฉากจีบและบทสนทนาเขิน ๆ ยิ่งพอความรักมีอุปสรรคเรายิ่งอินไปกับตัว

ละคร ต้องบอกว่านักแสดงอย่างแอนเซล กับลิลี่ นั้นสวยหล่อจนเคลิ้มแถมเคมีเข้ากันดีมากอีกต่างหาก จะฝั่งตลกก็มีให้พอยิ้ม ๆ ถึงจะไม่ฮาโปก แต่ก็พอดีกับตัวหนัง ซึ่งหนังก็ไม่ได้เน้นมา

ทางตลกคาเฟ่หนักอยู่แล้ว แต่จะเน้นบรรยากาศที่กวน ๆ ยิ่งถ้าใครชอบดูพวกหนังแอ็คชันหนังรถซิ่ง หรือคอหนังทุกแนว เชื่อเลยว่าจะต้องรู้สึกโคตรฟินกับการกวนโอ๊ยหนังชาวบ้านเขาไปทั่ว

แบบเนียน ๆ ของไรต์ แม้แต่หนัง Monster Inc. แอนิเมชั่นดิสนีย์ที่ไม่เคยถูกอนุญาตให้มาร่วมวงศ์ไพบูลย์กับหนังเรต R เลยในประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกเอามาใช้ได้ตลกดี

และส่วนที่ฟ้าวสาดมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ ความเป็นมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกนั่นล่ะครับ ใครดูฉากลองเทคที่เบบี้เดินไปซื้อกาแฟ คงเอาไปเทียบกับหนังมิวสิคัลแท้

ๆ อย่างพวก La La Land แน่ ๆ (ซึ่งจริง ๆ เอ็มมา สโตน ก็เคยถูกทาบทามให้เล่นหนังเรื่องนี้ก่อนจะเซย์บายไปรับบทนำใน La La Land ล่ะนะ) แต่ความเหนือชั้นของไรต์ที่เพิ่มความเป็น

โพสต์โมเดิร์นไปทำให้หนังแตกต่างไปเลยครับ เพราะเพลงในหนังและการเต้นรำไปตามท้องถนน มาจากบุคลิกกวน ๆ ของเบบี้ ที่ชอบฮัมเพลงและเต้นไปตามเสียงเพลงอย่างไม่คำนึงลุค

เคร่งขรึม ที่ มองเห็น ใน แบบอย่าง แม้แต่น้อย 555 เป็น จริงๆ มัน เหี้ยน เลย ล่ะ เพียงแค่ เก็ก

ขรึม ไป ถ้าเช่นนั้น เอง ด้วยเหตุผลตั้งกล่าว เพลง ใน หนัง ก็เลย เป็น เพลง ที่ ผู้แสดง เปิด ฟัง อยู่

ในเวลานั้น จริงๆ ไม่ใช่ ซาว ด์ ประกอบ เวลาเดียวกัน

ฉาก ที่’ไม่มี การเปิด เพลง พวกเรา จะได้ยิน เสียงวิ้งๆ เจี๊อ อยู่ ใน บรรยากาศ เป็นเสียง แบบ ที่

เบบี้ ได้ยิน ใน หู เขา ตลอดระยะเวลา หาก มิใด้ ฟังเพลง ด้วย ขอรับ

ฮันนี้ เป็น ฉาก เปิด เรื่อง ซึ่ง ทาง ค่าย ปลดปล่อย มา ให้ ดู ไป เลย ว่า หนัง มัน จะมี ลีลาท่าทาง

แบบไหน มั่นใจว่า ดูแล้ว อาจ รู้เรื่อง สั่งที ผม กล่าว ไป ก่อนหน้า แน่นอน ว่า ผู้แสดงนำชาย มัน

สั้น โดย ในฉากนี้ได้ ใช้

เพลง Bellbottoms ของวง Jon Spencer Blues Explosion มาประกอบ ซึ่งจริง ๆ ฉากเปิดนี้ผู้กำกับเคยทดลองทำเอ็มวีให้วง Mint Royale ในเพลง Blue Song มาก่อนนานแล้ว ตั้งแต่

โปรเจ็กต์หนังยังลุ่ม ๆ ดอน ๆคงอัดอั้นอยากปล่อยของเต็มทนครับ 555 ตัวเอ็มวีเพลงนั้นลองไปเสิร์ชดูในยูทูบ ดูเปรียบเทียบกันได้ครับ

จากฉากเปิดนี้นอกจากเราได้เห็นบุคลิกต่าง ๆ ของเบบี้แล้ว เรายังได้เห็นจังหวะการใช้เสียงเพลงกับการแสดงและการตัดต่อที่เจ๋ง ๆ รวมถึงภาพรวมของมู้ดในหนังทั้งความขบขัน อาชญากรรม และการไล่ล่าด้วยรถที่มันสะแด่วมาก ๆ ครับ

ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ในหนังก็เป็นเพลงยุค 1970s ที่ก่อกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีใหม่ ๆ ไปทั่วโลก นั่นก็คือร็อกนั่นเอง มันเลยมีเพลงจากวงเจ๋ง ๆ จากฝั่งอังกฤษมาเป็นพะเรอเกวียน

ตั้งแต่ Queen, T. Rex, Beck, Blur, Jon Spencer Blues Explosion, The Damned เป็นอาทิ คือใครสายนี้คงอินมาก แต่แค่จังหวะหนังกับตัวเพลงนี่ก็ตัดต่อมาได้มันมาก

ๆ แล้วครับขนาดว่าไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลย ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสียของหนังเหมือนกันเพราะหลาย ๆ มุกที่ผู้กำกับอยากกวนโอ๊ยนี่มาจากความพอดี๊พอดีของเนื้อเพลงกับบทสนทนาหรือ

สถานการณ์ในหนังด้วย แต่ในฉบับฉายไทยนี่น่าจะไม่ได้รับสิทธิ์แปลซับไทยเนื้อเพลงมาด้วย ทำให้ต้องคอยนั่งฟังเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเอาเองครับ ก็เสียอรรถรสไปพอสมควร

หนังยังมีของให้คนตาไวมองหาซุกซ่อนอยู่ในตัวหนังเยอะมาก เอาว่าแค่ดูหาพวกนี้ก็เพลินแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลงที่ซ่อนในพวกกราฟิตี้ในฉาก เนื้อเพลงที่มาลงเป๊ะกับฉากในหนังที่

ต้องคอหนังจริง ๆ ถึงจะเก็ตนกตัวอย่างฉากหนึ่งที่พวกโจรใช้หน้ากากออสติน พาวเวอร์ปิดบังใบหน้า แล้วเพลง Neat Neat Neat ของวง The Damned ก็ถูกเปิดท่อนที่ว่า Be a man,

can a mystery man พอดี ตรงนี้ใครจำชื่อเต็มของหนังออสติน พาวเวอร์ภาคแรกได้คงฮาครับ เพราะมันมีชื่อว่า Austin Powers: International Man of

Mystery (1997) นั่นเอง หรือพวกคำพูดตัวละครที่ถูกเอามาใช้ในอนาคตหรือแอบใบ้ฉากหลัง ๆ ไว้แบบเนียน ๆ คือต้องกราบใจฝ่ายศิลป์ วิสัยทัศน์ผู้กำกับและการเขียนบทที่วางไว้ละเอียดเป็นหนึ่งเดียวกันได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ครับ

ดูหนังออนไลน์

หนัง127 Hours : ติดอยู่ในร่องภูเขา ไปไหนไม่ได้ หรือจะต้องตายที่นี่

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก คืนวันศุกร์กลางเดือน เม.ย. ปี 2003 แอรอน รัลสตัน ชายหนุ่มชาวอเมริกัน วัย 26 ปี

ผู้ชื่นชอบการผจญภัยกลางแจ้ง ควบรถโฟร์วีลคู่ใจออกเดินทางเพื่อไปไต่เขาในอุทยาน

แห่งชาติบลู จอห์น แคนยอน หุบเขาอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดสายตาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ความสุข ของ นักผจญภัย อย่าง เขา หนี ไม่ พ้น การ ขี่ จักรยาน ลัด ไป ตามทาง ตะปูมตะป่า กลาง

ทะเลทราย ใต้ผืนฟ้ากว้าง ผ่องใส่ แสงตะวัน เผด เผา ป่ายปีน กระโดด ไปๆมาๆ ตาม ร่องเขา

ซอก หิน แคบๆ ใต้เขาหิน ชั้น ดูดซับ เอา บรรยากาศ สมบุกสมบัน ไว้ อย่างสมบูรณ์

แต่ว่า แล้ว จู่ๆ ชะตากรรม ก็ ซัด ใส่ โดย ไม่ทัน ตั้งตัว เมื่อ เขา เสียทำ หลุดล่วงตรง รอยแยก ของ

ช่องเขา ลีก ลงไป หลาย สิบ เมตร แขนต้านขวา ติดอยู่ ใต้ หิน ขนาด ยักษ์ หนักอึ้ง ขยับ ไม่ได้

ทั้งยัง ผลัก ต้น ตื่ ชนยังไง ก็ ไม่เป็นผล สติ เริ่ม กระเจอะกระเจิง เขา เหลียวมองรอบข้าง

พบว่ามีเครื่องใช้ไม้สอย จำเป็นต้อง ประจำตัว มี อยู่ อย่างจากัด ก็เลย คิด หา สารพัดวิถีทางมา

ปรับแก้ สถานการณ์ ฉุกเฉิน

วินาทีแห่งความเป็นความตายเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น

127 Hours สร้างขึ้นจากเรื่องจริง ของ นักปืนเขานาม แอรอน รัลสตัน (เจมส์ ฟรั่งโก) กับ

การเสียงภัย สุต ระทีก ใน ตอน ช่วงเวลา กว่า 5 วัน เมื่อ เสียท่า ติดอยู่ สั่งเดียว ถาง ใน ร่อง

ช่องเขา แขน ถูก หิน ยักษ์ ทับ ขยับ ไม่ได้ เขาต้อง คิด หา แนวทาง เอาชีวิตรอต ภายใต้

เหตุการณ์ ฉุกเฉิน ผลงาน การดูแลของ แดนนี่ ขอยล์ เจ้าของรางวัลออสการ์ (Slumdog

Millionaire)

หนัง เรื่องนี้ พาไป สัมผัสการผจญภัย ใน โลก กลางแจ้ง เบื้องบน ผืนฟ้า สี คราม ก้อนเมฆ ขาว

ลอยเด่น สายลม แสงตะวัน พัดพา โบก โบย เบื้องล่างมี ช่องเขา กว้างขวางยืน สูงเด่น สุด

สายตา ทาง ตะปุ่มตะป่า บน แผ่นดิน แล้ง ร่องเขา แคบ ๆ ใต้ โตรก หน้าผา วนเวียน ตั้นด้น ไป

ไม่รู้ จบ จากแอรอน ขี่จักรยาน ไป กลาง ทะเลทราย เวิ้งว้าง หรือ ยืน เท้า เอว อย่าง ผู้ชนะ บน

ยอด หน้าผา สูง หรือ ฉาก หย่อนยาน ตัว จาก ซอกเขา แคบ ๆ ลงสู่ แอ่งน้ำ เย็น ใต้ ซอกเขา ล้วน

บรรยาย ภาพ ให้มองเห็น ความมหัศจรรย์ ของ ธรรมชาติ ได้ แจ่มชัด

หรือฉากที่ตัวละครติดอยู่ใน 127 ชั่วโมงระทึก ผู้ชมจะได้ลุ้นไปกับการคิดหาหนทางในการเอาชีวิตรอด สติสัมปชัญญะและไหวพริบ การคิดวางแผนใช้อุปกรณ์ น้ำดื่ม และอาหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดให้คุ้มค่าที่สุด บรรยากาศอันบีบคั้นหัวใจให้ลุ้นตามอย่างเสียงหอบหายใจ เสียงมีดขูดหินดังสลับกัน ภายใต้ความมืดมิดเหน็บหนาว และร่างกายที่อ่อนล้าลงทุกที รวมถึงความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำ ความฝัน จินตนาการที่พรั่งพรูไหลออกมาเป็นภาพในหัวของนักปีนเขาหนุ่มคนนี้

เจมส์ ฟรังโก ตีบทกระเจิงจนสามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แม้จะชวด แต่ก็ยังคว้านักแสดงชายยอดเยี่ยม รางวัล Independent Spirit Awards จากแวดวงหนังอินดี้มาปลอบใจได้) ด้วยการแบกรับหนังทั้งเรื่อง หนังยังโดดเด่นด้วยการกำกับภาพขั้นเทพ เทคนิคแพรวพราวของตากล้องคนสำคัญทั้ง 2 คนอย่าง แอนโทนี ดอด แมนเทิล, B.S.C., D.F.F. (Slumdog Millionaire) และเอนริเก เชดิเอก (28 Days Later) ตัดสลับไปมาจากกล้องถ่ายหนังและกล้องวิดีโอ (แทนภาพวิดีโอส่วนตัวที่แอรอนถ่ายตัวเอง)

สไตล์การกำกับของ แดนนี บอยล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์ชาวอังกฤษผู้นี้ ยังคงไว้ซึ่งลายเซ็นเฉพาะตัว นับตั้งแต่หนังแนวๆ อย่าง Trainspotting ผลงานระดับ 8 รางวัลออสการ์ Slumdog Millionaire มาจนถึง 127 Hours เรื่องล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ ลำดับภาพ ตัดต่อ บทภาพยนตร์ รวมถึงดนตรีประกอบที่โดดเด่นยากจะหาใครมาเทียบ

ที่สุดของที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือ ตัวละครในชีวิตจริงที่ยังมีลมหายใจ แอรอน รัลสตัน ชายผู้ทำให้โลกตะลึงด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความกล้าหาญของมนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค

ดูหนังออนไลน์

Fifty Shades of Grey เป็นภาพยนตร์แนวรักดราม่าอีโรติกสุดแซ่บ

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey : ฟิฟ ตี้เชตส์ ออฟ เก รย์ สร้างขึ้นจาก นิยาย แนว อีโรติก โรมานซ์ ขาย

ดิบขายดี ของ อี แอล เจมส์ ว่าด้วย ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซย สตีล” นักศึกษา

สาวปี ท้ายที่สุด เอก รรรณคดี อังกฤษ แล้วก็มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ผู้ ประสบผลสำเร็จ วัย 27

ปี “คริสเตียน เกรย์” ความเกี้ยวเอง ที่ เริ่ม จาก การ สัมภาษณ์เพียงแค่ 10 นาที กลาย เปิ่น

ความ ชมรม ที่จะ เปิดเผย ทุก ความมุ่งมาดปรารถนา ที่หลบซ่อน ข้างใน ตัว ให้ลุกโหม ออกมา

และก็เปลี่ยน ทุก โมเลกุล ภายในร่างกาย ให้ ร้อนระอุ ขึ้น ด้วย รสนิยม แบบ “เฉพาะตัว” อย่าง ที

ไม่คาดฝัน!

เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคน 2 คน

ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซีย” แล้วก็ “คริสเตียน” ที่ สลับซับซ้อน และก็เต็มไปด้วย

เงื่อนไข จริง จัง ที่ แต่ล:ฝ่ายต่าง จำต้อง กุม ปังเหียน เพื่อ ใส่ รับ กับ ความปรารถนา แล้วก็ สั่งที

ต้องการ ของตัวเอง ซึ่งเชื่อมั่นได้เลย ว่า ทุก ความเชื้อมโยง บน โลกนี้ จะต้อง เคย เผชิญ

ปัญหา ที่ ไม่อาจจะ หาศาตอบ ได้เว้นเสียแต่ พวกเขา จะ ช่วยเหลือกัน “ต่อรอง” แล้วก็ “ตกลง

” เห็นด้วย ใน ข้อตกลง ของ กันแลกัน … นั่น เป็น สิ่ง ที่ พวกเขา เลือก ที่ ใน ฐานะ “กฎ ของ

ความข้องเกียว”

หนังพาเราตามไปดู “การพัฒนา” เงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 คน ที่คนหนึ่งเป็นพวกชอบควบคุม เป็น “นาย” กับอีกคนที่ยอมโอนอ่อน เป็น “บ่าว” ความอยากเป็นอิสระแต่อีกใจหนึ่งก็กลับอยากถูกครอบครองของทั้งสองคน ทำให้ทั้งคู่ต่างโหยหาซึ่งกันและกัน แม้จะเจ็บปวดและชวนอยากถอนตัวเท่าไร แต่ใจก็ยังอยากลอง อยากลิ้มชิมรสความแปลกใหม่เสมอ … ตลอดเส้นทางของเงื่อนไขที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป หนังทำได้เพลิดเพลินมาก! สร้างเซอร์ไพรซ์คนดูในทุกการกระทำของทั้ง “แอนาสตาเซีย” และ “คริสเตียน”

– เหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์
ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว! –

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์แล้ว หนังยังใช้ “บทสนทนา” ที่ฉลาดและโรแมนติก ไม่หวานแต่เร้าใจ เต็มไปด้วยความเท่ห์ชวนจิกหมอน ฟินไปกับหน้าเกลี้ยงเกลาของ “เจมี่ ดอร์แนน”  รวมไปถึงการกำกับของ แซม เทย์เลอร์ จอห์นสัน ก็ทำได้ชวนติดตาม มีการวางประเด็นเพื่อปูอดีต และซึมซับลักษณะความคิดของทั้ง 2 คน พร้อมทั้งยังนำเสนอ “ทุกจินตนาการของผู้หญิง” ออกมาให้โลดแล่นบนจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในฉากทั่วไปที่ออกเดทแบบปกติ หรือจะเป็นฉากชวนสยิวก็ทำได้ทั้งอ่อนโยน สวยงาม และดูมีศิลปะ น่าติดตามมากกว่าจะชวนขยาดและผละออกจากหนัง ดูแล้วเหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว!

เปิดประสบการณ์ใหม่กับเงื่อนไขอันร้อนแรง
ด้วยภาพสุดเนี้ยบ เพลงประกอบสุดพลัง และการแสดงสุดฮอต!

ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ เพราะฉากเซ็กซ์ซีนถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการแสดงออกถึง “การปลดแอก” ของตัวละครกลับสู่ “สัญชาตญาณหลัก” ของมนุษย์ที่เย้ายวนเกินควบคุม ซึ่งทั้ง 20 นาทีที่ฉากนี้ปรากฏในเรื่อง เต็มไปด้วยความเข้ากันในเชิงอารมณ์ระหว่างการแสดงของ “เจมี่ ดอร์แนน” และ “ดาโกต้า จอห์นสัน” ทั้งยังโดดเด่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมที่มาถูกเวลา ถูกที่ ด้วยจังหวะช้า ลูบไล้ที่เย้ายวน ทรงเสน่ห์ รอเวลาลุกโชนด้วยเสียงอันทรงพลัง พร้อมด้วยเครื่องดนตรีที่หนักแน่นอย่างเพลง Haunted หรือ Crazy In Love ของ Beyonce ที่นำมารีมิกซ์ใหม่ I Put A Spell On You ของ Annie Lennox หรือจะโหยดูเคว้งคว้างกลางอากาศแล้วตกลงมาในวิเดียวอย่าง Salted Wound ของ Sia ก็เปิดประสบการณ์ใหม่ทางรสนิยมของมิสเตอร์เกรย์ได้ถึงขีดสุด!

อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ “เซ็กส์ซีน” สวยงาม ไม่น่าสะอิดสะเอียนคือ “การออกแบบงานสร้าง” ที่ทำออกมาเนี้ยบ เป๊ะ สมกับคาแรกเตอร์ของมิสเตอร์เกรย์ ทั้งการจัดวางแสงและอุปกรณ์ การใช้สีในห้องเล่นชวนสยิว (Playroom) ที่ขัดกันอย่างชัดเจนกับเพนท์เฮาส์ของเกรย์ที่ใช้ความเข้มทึมสะท้อนความอ้างว้าง บาดแผลในใจของเขาได้อย่างดี

ทางด้านการแสดงของคู่พระนาง การ “เปลือยเปล่า” ทั้งทางจิตใจและร่างกายสำหรับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะฉากนี้ถือเป็นงานหนักของฝ่ายหญิงอย่าง “ดาโกต้า จอห์นสัน” แต่เธอก็สามารถแสดงความรู้สึกทั้งกลัว สับสน หรือมีความสุขได้อย่างชัดเจน! ดาโกต้าดูเป็นธรรมชาติมากและสื่ออารมณ์ส่งตรงถึงคนดูได้ดีเยี่ยม เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามการพัฒนาบุคลิก และไม้เด็ดที่เธอเอามางัดกับคริสเตียนตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเราตามเธอได้อย่างไม่มีเบื่อ!

สำหรับ “เจมี่ ดอร์แนน” แน่นอนว่าด้วยหุ่นและหน้าตาอันหล่อเหลา ช่างทรงเสน่ห์เป็นที่ถูกใจสาวมาก ซึ่งส่งให้เขาสร้าง “มิสเตอร์เกรย์” ในแบบของเขาที่เป็นคนนิ่งๆ แต่แสดงออกทางอารมณ์ด้วยสายตามากกว่าทางร่างกาย การแสดงอาจจะยังไม่โดดเด่นดูเป็นธรรมชาติเท่ากับดาโกต้า ทว่าฉากสำคัญที่ต้องสื่ออารมณ์ พอภาพตัดมา Close Up ที่เจมี่ ทุกความเจ็บปวดที่เคยประสบสะท้อนผ่านสายตาของเขาที่มีสีเข้ม ลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งชวนให้ “แอนาสตาเซีย” อยากค้นหา และล้วงลึกไปในอดีตอันมืดดำของเขา

Fifty Shades of Grey: มุมมืดหลายระดับของ “คริสเตียน เกรย์” ที่จะปลดปล่อยพันธนาการที่ครอบงำให้จิตใจเป็นอิสระ แหกกฏความสัมพันธ์เดิมๆ พาคุณเข้าสู่อีกโลกนึงที่เป็นได้ทั้งความสนุก ความเร้าใจ ความแปลกใหม่ของชีวิต แต่อีกด้านหนึ่งมันคือความเศร้า ความว่างเปล่า บาดแผลอันโหดร้ายที่ขึ้นสนิมติดค้างในใจของเขามาตั้งแต่เยาวว์วัย คลุกเคล้าด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดเรื่องจนกระทั่งฉากจบ สะท้อนอารมณ์ของ 2 ตัวละครได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยการแสดงที่เข้ากันรอวันพัฒนาให้กลมกล่อมมากขึ้นไปอีก

ดูหนังออนไลน์

ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นผจญภัยโลดโพน Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือ ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นผจญภัยโลดโพน สร้างจากเฟรนไชน์วิดีโอเกมชื่อดังของ เซก้า กำกับโดย เจฟฟ์ โฟว์เลอร์ ที่เคยฝากผลงานหนังสั้นเข้าชิงออสการ์ ซึ่งในตอนแรกภาพยนตร์เจ้าเม่นสีฟ้านั้น โซนี่ พิคเจอร์ เป็นผู้จัดจำหน่ายในปี 2013 ก่อนที่ต่อมาเป็น พาราเมาต์ พิคเจอร์ แทน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เคยวางตัว Paul Rudd จาก Ant-Man มารับบทนำ ก็เปลี่ยนเป็นอย่างที่เห็นทุกวัน ไหนจะเจอมรสุมของหน้าตาโซนิคอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัว แค่ในตอนนี้ล่ะนะ

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือผลงานเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 27 ปี ของ โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก ตัวละครมาสคอตของเซก้า ค่ายเกมดังจากญี่ปุ่น จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่พร้อมจะนำเจ้าโซนิค เม่นสีฟ้าสีน้ำเงิน ผู้ที่มักประมือกับ ดร. เอ้กแมน หรือ ดร. โรบอทนิกส์ ในเกมมาเป็นเวลานาน มาสู่จอเงินเป็นครั้งแรก โดย Marza Animation Planet สตูดิโออนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น พร้อมด้วยทัพนักแสดงอย่าง เจมส์ มาร์สเดน (จาก Enchanted และ ซีรีส์ Westworld) ทิก้า ซัมพ์เตอร์ (จาก Ride Along 2 และ ซีรีส์ Gossip Girl) จิม แคร์รีย์ นักแสดงที่หวนกลับมาเล่นบทตลกอีกครั้ง พร้อมได้ เบน ชวาชท์ ให้เสียงพากย์เป็น โซนิค ตัวละครหลักของเรื่อง และมีกำหนดฉายในวันที่ 27 พฤศจิกายน แต่ทว่าเมื่อตัวอย่างแรกของ Sonic The Hedgehog ออกมา…หน้าตาสมจริง สมจริงจนน่ากลัว!

ภาพยนตร์เลยถูกกระแสแฟนและชาวโลก ขับไล่ไสส่งกดดิสไลค์ไม่หันมาแลไม่แคร์ไปดู (พอเถอะ) จนทางผู้กำกับและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาขอโทษ และสัญญาว่าจะปรับปรุง Sonic The Hedgehog ซึ่งผลออกมาคือ ตัวอย่างล่าสุด กลายเป็นภาพยนตร์ของพาราเมาต์ที่ติดเทรนด์ทวิตทั่วโลก และในยูทูปทั้งไทยและเทศด้วย การปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ไทสัน เฮสเซอ นักวาดการ์ตูนที่วาดหนังสือการ์ตูนโซนิคในขณะนี้ เข้ามาช่วยปรับแก้ให้เจ้าเม่นที่เรารู้จักได้กลับคืนมา เอ้า! ปรบมือสิครับรออะไร

ในเดือนเมษายนปี 1990 บริษัทเซก้าได้เสนอให้มีการสร้างตัวนำโชคใหม่ แทนที่อเล็กซ์ คิดด์ซึ่งเป็นตัวนำโชคเดิม ธิโอดอร์ รูสเวลท์กับชุดนอน (ถูกพัฒนาภายหลังมาเป็นดร.โรบอทนิกส์), กระต่าย แต่ผลงานที่ได้รับเลือกคือผลงานของ นาโอโตะ โอชิม่าที่เลือกใช้เม่น จากนั้นทีมงานจำนวน 15 คนก็พัฒนาเกมโซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกและเปลี่ยนชื่อทีมเป็น โซนิคทีม ซึ่งเป็นทีมที่พัฒนาเกมในเฟรนไชน์โซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดการดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์ในเดือนสิงหาคม ปี 1994 เมื่อเซก้า สาขาอเมริกาได้เซ็นสัญญาข้อตกลงกับ Metro-Goldwyn-Mayer Pictures และTrilogy Entertainment ในการสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นที่สร้างจาก Sonic X-treme เกมที่กำลังพัฒนาในปีเดียวกันที่จะพาโซนิคเข้าสู่ยุค 3D อย่างเต็มตัว สำหรับเครื่อง เซก้า แซทเทิร์น เครื่องเกมใหม่ล่าสุดในตอนนั้น จนในปี พฤษภาคม ปี 1995, ริชาร์ด เจฟเฟอรีส์ ได้วางบทภาพยนตร์ Sonic the Hedgehog: Wonders of the World, กับเซก้า ที่เล่าเรื่องของโซนิคหนีจากเกมเดียวกันไปยังโลกความจริง และร่วมมือกับเด็กหนุ่มเพื่อหยุดยั้งแผนร้ายของด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ อย่างไรก็ตามไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใยมาคุยด้วย หนังจึงต้องถูกยกเลิกไป เจฟเฟอรีส์พยายามจะนำโครงเรื่องไปเสนอ ดรีมเวิร์ค แต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อม ๆ กับเกมดังกล่าว กระทั่งปี 2014 จึงได้เริ่มสร้างขึ้นในที่สุด

ลักษณะทางกายภาพของโซนิคจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังเช่นในยุคแรกๆโซนิคจะตัวเตี้ยกลม หน้าตาดูเป็นเด็กๆ แต่เมื่อยูจิ อูเอคาวะ นำมาดีไซน์ใหม่สำหรับเกมโซนิคแอดเวนเจอร์ โซนิคก็ได้รูปลักษณ์ใหม่ที่ตัวสูงขึ้น ผอมลง ขนเม่นที่หลังก็ยาวขึ้นและมีตาสีเขียว สีน้ำเงินโคบัลต์ได้ถูกกำหนดให้เป็นสีของโซนิคเพื่อให้สอดคลองกับโลโก้ของเซก้าและโซนิคทีม ซึ่งยูจิ อูเอคาวะ ได้เข้ามาปรับให้ตัวละครเป็นแบบปัจจุบัน คือ โซนิคเดอะแอดเวนเจอร์ เกมในเฟรนไชน์ ตั้งแต่นั้นก็ยังมี โซนิค อันลีช, โซนิค คัลเลอร์, โซนิค ฟอร์เซส ที่เซก้าไอ้ทำออกมาและประสบความสำเร็จจนเป็นได้กับคู่แข่งที่ตามหลัง มาริโอ้ ได้อย่างไม่แปลกใจ แต่ทั้งคู่ก็คอยไปจอยกันในเกมแข่งกีฬาโอลิมปิกนะ

ถึง ต่าง ค่าย แม้กระนั้น ไม่ แตกกัน ทุกคน มี ภาพ จ โซนิค ว่า เป็น เจ้า เม่น สีน้ำาเงิน ที่ มี เพื่อนฝูง คู่ใจ อย่าง ไมล์ เท ลส์ พราเวอร์หมาจิ้งจอกเพื่อนรัก รวมทั้ง นัคเคิล เดอะ อี คิดน่า เป็นคู่ปรับ ไหน จะชาโดว์ เดอะ เฮดจ์ อก คู่แข่ง ทีเดี๋ยวนี้ เป็นมิตร ขอให้ หยุดความนึกคิดนี้ ไว้ก่อน เนื่องจาก ฉบับ ภาพยนตร์เป็นการ ตัดแปลงปรับปรุงแก่ไข จาก เกม ก็ จริง แต่ว่า เปิดตัว เพียงแต่ โซนิค เพียงแต่ ตัว เดียวเนื่องจากถ้าเช่นนั้น แล้ว นี่ ก็ ชูเนื้อหาทั้งหมด ให้เป็นของ Sonic The Hedgehog ด้วย เรื่องย่อ ก่อน เลย นะครับ

เรื่องย่อ
Sonic The Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก

โซนิค เดอะ เฮด จ์ อก เป็น สั่งมีชีวิต เหมือน เม่น ซึ่งสามารถ ม้วนตัว เป็น ลูกฟุตบอล และ วิ่ง

เร็ว ด้วย พลังงานไฟฟ้า แรงสูง ได้ ฮารงชีวิต อยู่ ใน โลก ของตัวเอง ที่อยู่ ใน จักรวาล สัก ที แต่

เกิดเหตุ การณ์ อะรบางอย่างที่ ทำให้ เขา หลุด มา อยู่ ที่ โลก มนุษย์ ที่ เมือง กรีน ฮิลล์ เมือง

เล็ก ๆ ใน เมือง มอน ทาน่า แม้กระนั้น ถึง แบบงั้น โซนิค ก็ รู้สึก ละลานตา กับ โลก ใบ ใหม่ ที่ ไม่

เคยพบมาก่อน ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม อาทิเช่น เล่นตี ปิ้งปอง ผู้เดียว อ่านหนังสือ หรือ เล่น ผู้

เดียว (คนเหงาหงอยที่แท้ทรู)

ทว่า เพราะการวิ่งด้วยความเร็วกว่าเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเผลอทำให้เกิด “การระเบิดของแม่เหล็กไฟฟ้า” ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ไฟฟ้าดับทั้งฝั่ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตื่นตระหนกมากกับเหตุการณ์นี้ จึงให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาหาต้นตอของเรื่อง โดย ด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ รับหน้าที่ดังกล่าว จนกระทั่งเขารู้ว่าโซนิค คือ สิ่งมีชีวิตที่มีพลังไฟฟ้าแรงสูงพอที่จะครอบครองจักรวาล จึงออกตามล่าอย่างไม่ลดละ

โซนิคหลบหนีจนได้มาพบกับ ทอม วาชอวสกี เจ้าหน้าที่ตำรวจเก่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ถูกสั่งย้ายมาประจำการอยู่ในเมืองเล็ก ๆ นี้ โซนิคขอร้องให้ทอมช่วยเหลือเขา แม้ทอมจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อภัยอันตรายเกิดขึ้นตรงหน้าเขาคงไม่สามารถปล่อยให้เจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้ ถูกทำร้ายได้ อีกทั้งเขาเองก็พลอยตกกะไดพลอยโจนไปด้วย พวกเขาจึงกระโจนสู่ทริปพิเศษ มุ่งหน้าสู่แคลิฟอร์เนีย โดยเชื่อว่า คือที่ ๆ มีเบาะแสอยู่

มิตรภาพเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างทอม กับ โซนิค ระหว่างการเดินทาง พร้อมทั้งหลบหนีจากหุ่นยนต์สมุนที่ด็อกเตอร์ โรบอทนิกส์ส่งมาตามล่า แม้โซนิคจะชอบป่วนเขาไปก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกัน

ทอมได้พบกับ แมดดี้ ภรรยา ผู้เป็นสัตวแพทย์ที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่แล้วแผนการร้ายแรงของด็อกเตอร์ โรบอทนิกส์ก็ได้เริ่มต้นทำลายล้างเมืองเพื่อเจ้าโซนิคตัวเดียว และแน่นอนคนที่ซวย คือ ประชาชนในเมือง ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ซึ่งโซนิคยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

นอกจากโซนิค ต้องปกป้องมิตรต่างจักรวาลอย่าง ทอม กับ แมดดี้ แล้ว เขาต้องใช้ความสามารถที่มี ออกตามหาแหวนทองคำที่หายสาปสูญ และหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายที่จะครอบครองจักรวาลนี้ไว้ให้จงได้

ดูหนังออนไลน์

หนัง The Invisible Man มนุษย์ล่องหน ระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ

The Invisible Man

The Invisible Man

The Invisible Man (2020) ตัดแปลง มาจากยาย ไซ ไฟ -สยองขวัญ เรื่อง มนุษย์ล่องหน

ทีเผยแพร่ ใน ปี 1897 ของ เอช.จี.เวลส์ เล่าผ่าน นักแสดง เซสิเลีย แคส (อลิซาเบธ มอ

สส์) เมียผู้กลัว และก็ถูก เอเเรียน กริฟฟิน ( โอลิเวอร์ แจ็ค สั้น-โค เฮ น) สามี นักธุรกิจ และ

ก็ นักคิดค้น เทคโนโลยีด้าน ภาพ และก็ การมองมองเห็น ประทุษร้าย อยู่เสมอเวลา จนถึง วัน

หนึ่ง มี ข่าวสาร ว่า ผัว ของ คุณ ฆ่าตัวตาย คุณ เปลี่ยนเป็น ผู้รับมรตก แล้วก็ ทรัพย์สิน อย่าง

มากมาย ทั้งหมดทั้งปวง แม้กระนั้น ก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิด เหตุผล แปลก ที่ ทำให้คุณ มีความ

รู้สึกว่ามี ใครสักคน ที่ ‘ไม่เห็น’ เฝ้าตู มอง คุณ อยู่เสมอ เวลา

นับว่าเป็น โปรเจกต์ บุกเบิก จ้กรวาล ตัวประหลาด สยองขวัญ สมัยใหม่ ของค่าย Universal

โดยได้ เจ สัน บล้ม ที่ Blumhouse Productions ผู้ผลิตแฟรนไซส์ Paranormal

Activity, The Purge แล้วก็ Insidious และ Get Out (2017) รวมทั้ง US (2019) ยอด

เยี่ยม หนัง สยองขวัญ ยุคสมัยใหม่ มาเป็น ผู้ฮานวยการผลิต เริ่ม จักรวาล ใหม่ทั้งสั่น เพื่อนำ

ความ สยองขวัญ ของ เหล่า ผู้แสดง ใน ตำานาน ให้ฟื้นคืนชีพ ขึ้นมา อีกรอบ

“Universal มีประวัติ ศาสตร์ ที่ ช้านาน สำหรับเพื่อการ สร้างภาพยนตร์ ตัวประหลาด สยองขวัญ

มา ตั้งแต่ สมัย 30 ซึ่ง ผลงาน ทั้งหมดทั้งปวง เป็น สิ่งที ผม รัก แล้วก็ สนิทสนม มา ตั้งแต่ เด็ก

โน่น เป็น เหตุผล ที่ ทำให้ ผม ต้องการ สร้างภาพยนตร์ หัวข้อนี้ ด้วย แนวทางการทำ ให้ เรื่องราว

ของ ผู้แสดง กลุ่มนี้ สามารถ เข้าถึง ได้ ง่าย กับ ผู้คน ใน ช่วงปัจจุบัน”

โดยได้ ลีห์ วันเนล หนึ่งในทีมสร้างและมือเขียนบทจาก Saw ซีรีส์หนังสยองขวัญระดับโลก (เป็นเพื่อนสนิทกับ เจมส์ วาน ผู้กำกับ Saw ภาคแรก) และผู้กำกับ Insidious: Chapter 3 และ Upgrade หนังไซไฟสยองขวัญที่ดิบ เดือด สะใจ เล่าเรื่องฉลาดในปี 2018 และเป็นแฟนคลับตัวยงของหนังสยองขวัญยุคเก่ามารับหน้าที่เขียนบทและกำกับ The Invisible Man ด้วยตัวเอง

“ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังสยองขวัญ และชื่นชอบการได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะหนังเรื่อง The Invisible Man กินพื้นที่ในหัวผมเยอะมาก และผมจะสามารถเก็บค่าเช่าพื้นที่ในหัวของผม ก็ด้วยการสร้างเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยการเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอมากนักในหนังสัตว์ประหลาดสยองขวัญ”

นั่นคือเปลี่ยนจากการนำเสนองผ่าน ‘สายตา’ ของสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่ง โหดร้าย มีความปกติ มาเป็นการพาคนดูเข้าอยู่ใน ‘หัวใจ’ ของฝ่ายผู้ถูกกระทำ ความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มาจากแค่พฤติกรรมโหดร้ายที่นางเอกต้องเผชิญ แต่เป็นความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้ ‘ความรู้สึก’ นั้นไปพร้อมๆ กัน

เซซิเลีย แคส เลยไม่ใช่แค่ ‘เหยื่อ’ ที่ไล่ล่าในฐานะตัวละครผู้โชคร้ายในหนังสยองขวัญ แต่เป็น ‘ตัวแทน’ ของ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ทั้งโลก เป็นภรรยาที่ถูกลิดรอนสิทธิในการแสดงออก ไม่มีสิทธิปกป้องชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ใต้การปกครองของสามีที่โหดร้าย

เป็นได้เพียง ‘ผู้หญิง บ้า’ ใน วันที่ ออกมา ป่าวร้อง ว่า มี มนุษย์ล่องหน รอ ติดตามรวมทั้ง รังแก

คุณ อยู่สมอเวลา ถึงแม่ว่า เรื่องที่ กล่าว จะ เป็นความ จริง กลับ ไม่มีผู้ใด เช็อ ยิ่ง แปลงเป็น

เรื่อง ที่ โศกสลด มากมาย ๆ ใน วันที่ ปัญหารุกราม ทางเพศ รวมทั้ง กระแส #MeToo ถูก เอาขึ้น

มา เป็น หัวข้อสำคัญ ใน สังคม

เมื่อผูกไปกับคอนเซปต์ของการ ‘มีอยู่’ ที่ ‘มองไม่เห็น’ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ ‘อำนาจ’ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ หรือโลกที่ไร้ความเท่าเทียมที่หลายคนพร้อมจะปิดตาเพื่อบอกว่าไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น

มีเพียงนักแสดงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในความคิดและหัวใจ ลีห์ วันเนล ว่าเหมาะสมกับการรับบทเป็น เซซิเลีย แคส มากที่สุดคือ อลิซาเบธ มอสส์ นักแสดงจากซีรีส์ Mad Men (2007-2015) และ The Handmaid’s Tale (2017-2020) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Emmy Awards และลูกโลกทองคำ

การรับบทนำเป็น จูน ออสบอร์น ในซีรีส์ The Handmaid’s Tale ที่ว่าด้วยการกดขี่ผู้หญิงในโลกอนาคต ทำให้ภาพลักษณ์ อลิซาเบธ มอสส์ มีอีกหนึ่งสถานะในการเป็น ‘ตัวแทน’ ของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ถูกกระทำโดยระบบ และต้องลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง และสิ่งนั้นจะยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้นใน The Invisible Man

“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีแค่ความรุนแรงทางกาย แต่ต้องลงลึกไปถึงจิตใจและอารมณ์ ฉันหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมอบความเข้มแข็งและโอกาสในการต่อสู้ให้กับคนที่เจอกับเรื่องแบบนั้น โดยเฉพาะการถูกตัดสินหรือบังคับให้พวกเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเธอไม่ควรอยู่ ไม่ควรมีใครถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น”

กระแสตอบรับของ The Invisible Man จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก หลังจากเข้าฉายไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้ทั่วโลกถึงปัจจุบันไปแล้ว 98.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียงแค่ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญทุนต่ำที่เล่าเรื่องได้ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจเกินงบประมาณ

และทุกคนสามารถเข้าไปสัมผัสความสยองขวัญที่ถูกกดทับจากสิ่งที่ ‘มองไม่เห็น’ ได้แล้วในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนัง The French Dispatch ผลงานใหม่ของ Wes Anderson

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ

THE FRENCH DISPATCH ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ เวส แอนเดอร์สัน ปล่อยตัวออกมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกหยิบมาวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว และจากตัวอย่างความยาวประมาณ 2 นาทีครึ่งที่ปล่อยออกมา ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็พอเก็บข้อมูล เบาะแสต่าง ๆ มาวิเคราะห์ได้บ้างว่าภาพยนตร์ป้ายแดงของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่องนี้จะออกมาในรูปแบบไหน

คำถามต่อมาที่ผู้เขียนอยากทราบคือ The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน บทความนี้จึงเป็นการร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกับผู้อ่านทุกคน

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 50 กะรัตจากเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาคนนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นในเรื่องของ Visual หรือองค์ประกอบภาพ ความสมมาตรคือสิ่งที่ เวส แอนเดอร์สัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทบทุกฉาก ทุกเฟรม องค์ประกอบของภาพจะต้องออกมามีระเบียบ ไม่โดดเด่นที่จุดตรงกลางก็จะแบ่งฉากออกเป็นส่วนๆ ได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน จึงสามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับโลกที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างอยู่หมัด จากอัตราส่วนภาพที่ออกแบบไว้ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ผู้กำกับหนุ่มใหญ่คนนี้ยังคงเป๊ะเรื่องความสมมาตรทุกกระเบียดนิ้วไม่เสื่อมคลาย ถ้าไม่เชื่อลองแคปสกรีนหน้าจอจากตัวอย่างมานั่งพิจารณาดูดีๆ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนขององค์ประกอบภาพยังคงถูกจัดระเบียบไว้อย่างพอดิบพอดี

ในเรื่องคู่สีก็เช่นกัน “เหลือง, น้ำตาล, แดง” คือสีที่ เวส แอนเดอร์สัน โปรดปราน ดังนั้นโลกในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจึงถูกย้อมด้วยสามสีนี้ อาจจะมี The Grand Budapest Hotel ภาพยนตร์ของเขาในปี 2014 ที่โดดเด่นด้วยโทนสีชมพู แต่ถึงอย่างนั้นสีที่เด่นรองลงมาก็ยังคงเป็นสีแดงอยู่ดี เช่นเดียวกับใน The French Dispatch ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ก็ยังพอจะรู้ได้ว่า โทนสีเหลือง แดง น้ำตาล ยังคงเป็นโทนสีโปรดของผู้กำกับคนนี้ และเขาก็ไม่พลาดที่จะหยิบมาละเลงใส่โลกใบใหม่ของเขา ดังนั้นสำหรับแฟนของ เวส แอนเดอร์สัน รับรองได้เลยว่าจะได้เห็นสีสันที่คุ้นเคยอย่างแน่นอน

การใช้คู่ สิ้ ใน แบบ ของ เวส แอนเดอร์สัน มีผล โดยตรง ให้ ภาพยนตร์ ของ เขา มีความ จัดจ้า

มองหลุด ออกมาจาก โลก ความจริง อย่างตั้งใจ ซ็ง ก็ สอดคล้องกับ เรืองราว รวมทั้งบท

สำหรับพูด ของ บรรดา ผู้แสดง ด้านใน เรือง ที่ ก็ ไม่ เน้นย้ำ ความสมจริงสมจัง ทุกสิ่งทุกอย่างดู

อย่างกับว่า เรื่อง คงหง จริง คหนึ่ง ฝัน ลอยล่อง อยู่ กลางอากาศ รอ ให้ ผู้ชม จับ จับ ไขว่

คว้า มาตีความหมายได้ ตั้งใจ ปรารถนา ซึ่ง จาก แบบอย่าง The French Dispatch ก็ดู

เหมือน เป็น แบบนั้น หนั่ง สั่ง ซึ่งสามารถ รับทราบ ได้อย่างเห็นได้ช้ด ที่สุด เป็น ความ เหนือ

จริง ของ บรรยากาศ ในเรื่อง มั่นใจว่า ทุกคน เอง ก็ อาจ ไม่มีความแตกต่างจากคนเขียน ที่ ไม่

คิด เลย สักหน่อย ว่าเรืองราว ใน หัวข้อนี้ มี ความเหมือนจริง ตรงกันข้าม ทั้งหมดทุกอย่าง กลับ

มอง แฟนตาซี อย่างกับ หลุด ไป ใน โลก วรรณกรรม เยาวชน ที่ เคย อ่าน เมื่อ ครั้ง เยาว์วัย

อย่างไรก็ตามในตัวอย่างนี้นอกจากสีสันที่คุ้นเคยแล้ว กลับมีสิ่งที่ไม่คุ้นเคยปะปนมาอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นคือการใช้ภาพโทนขาวดำที่ทำให้เรื่องดูมีความจริงจังขึ้น ซึ่งตลอดความยาว 2 นาทีครึ่งของตัวอย่าง The French Dispatch ระยะเวลากว่า 1 นาทีกลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไร้ความฉูดฉาดโดยสิ้นเชิง ซึ่ง เวส แอนเดอร์สัน ไม่เคยใช้ภาพโทนขาวดำมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของเขา ดังนั้นการที่เขาเลือกจะใช้มันในภาพยนตร์เรื่องนี้แน่นอนว่ามันต้องมีความหมายแฝงบางอย่างที่รอให้ผู้ชมไปหาคำตอบด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

เวส แอนเดอร์สัน บอกว่าภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจะดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของเด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ไม่ว่าอายุของตัวละครในเรื่องจะเท่าไรก็ตาม แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาจะไม่เติบโตไปกว่านั้น โดยเหตุผลที่เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เด็กผู้ชายอายุ 12 คือวัยแห่งความช่างฝัน ช่างจินตนาการ แต่ก็มีบางมุมที่พวกเขาคิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งที่จิตใจข้างในยังเปราะบางและไร้เดียงสา ด้วยมุมมองแบบนี้จึงเข้ากับโลกสีสันฉูดฉาดของ เวส แอนเดอร์สัน เป็นอย่างดี

ในส่วนของตัวละครสมทบ จากภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของเขา เวสมักจะตั้งใจให้ตัวละครแทบทุกตัวมีการแสดงแบบล้นจนเกินจริง แบบที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีว่าไม่น่าจะมีคนที่มีบุคลิกแบบนี้อยู่บนโลก และแน่นอนตัวละครเหล่านี้มักจะมาพร้อมมู้ดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขี้โมโห, โลภ, พยาบาท, ไร้สาระ, จู้จี้จุกจิก และอีกมากมาย

ในแง่ประเด็นหลักของเรื่อง ไม่ว่าจะใน Bottle Rocket (1996), Rushmore (1998), The Royal Tenenbaums (2001), The Life Aquatic with Steve Zissou (2004), The Darjeeling Limited (2007), Moonrise Kingdom (2012) ล้วนแล้วแต่นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดบอกเล่าผ่านตัวละครที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากตัวของ เวส แอนเดอร์สัน เองที่ในวัยเด็กต้องประสบกับการหย่าร้างของพ่อแม่ ดังนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวจึงเป็นประเด็นที่ตัวเขาอยากสื่อสารออกไป แต่ เวส ก็คือ เวส ทั้ง ๆ ที่ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวคือประเด็นที่หนักหน่วง แต่เขากลับเลือกที่จะใช้อารมณ์ขบขันตลกร้ายเสิร์ฟให้กับผู้ชม

“เรื่องราวใน The French Dispatch ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบาย มันคือเรื่องราวของนักข่าวชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาต้องการจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียน และเขาจะต่อสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพในการทำสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับสิทธิสื่อ แต่เมื่อคุณพูดเรื่องของนักข่าว ก็จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง”

นี่คือเนื้อเรื่องของ The French Dispatch จากปากของ เวส แอนเดอร์สัน และก็เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการทั้งหมดเท่าที่มีการเผยออกมา ดังนั้นจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าในภาพยนตร์ลำดับที่ 10 ของเขา เวส แอนเดอร์สัน จะเลือกเล่าเรื่องราวออกมาจากมุมมองแบบไหน บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวจะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกีบความล่มสลายของครอบครัวหรือไม่

และสุดท้ายโลกของ เวส แอนเดอร์สัน จะไม่มีทางสมบูรณ์เลยถ้าขาดทัพนักแสดงที่รู้ใจ เวส ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงซ้ำกันมากที่สุด รับประกันได้เลยว่าถ้าคุณดูหนังของเขา คุณจะต้องคุ้นหน้านักแสดงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์, โอเว่น วิลสัน, ทิลดา สวินดอน, คริสทอฟ วัลซ์ม, เอเดรียน โบรดี้ โดยทุกรายชื่อที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่อยู่ในหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มาไม่ต่ำกว่าคนละ 3 เรื่อง โดย เวส บอกว่าด้วยความที่หนังของเขาอาจจะไม่ค่อยเหมือนหนังทั่วไป ดังนั้นนักแสดงที่คุ้นเคยจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เขาอยากเล่าคืออะไรเร็วกว่านักแสดงทั่วไป

ใน The French Dispatch ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพราะถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นตัวละครที่รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบทนำใน Call Me by Your Name (2017) ซึ่งไม่เคยร่วมงานกับ เวส แอนเดอร์สัน มาก่อน แต่เมื่อชายตามองไปที่ตัวละครอื่น ๆ ก็จะพบกับนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray), โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson), ทิลดา สวินดอน (Tilda Swinson), และ เอเดรียน โบรดี้ (Adrien Brody)

นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้จากตัวอย่างความยาว 2 นาทีครึ่งของ The French Dispatch โดยนำมาเทียบกับภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน อย่างไรก็ตามด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้การจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา

ดังนั้นการจะตอบคำถามที่ว่า The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน อาจจะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่ในมุมมองของตัวผู้เขียนเองคิดว่า The French Dispatch ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่รักษาเอกลักษณ์ความเป็น เวส แอนเดอร์สัน ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแปลกใหม่หรือรสชาติที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มเติมเข้ามาเหมือนกัน

ถ้า เวส แอนเดอร์สัน คือเชฟที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาวัตถุดิบเพื่อมาปรุงอาหาร วัตถุดิบเหล่านั้นก็เหมือนองค์ประกอบหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่เขาหยิบมาใส่ในภาพยนตร์ให้มีรสชาติตามที่ต้องการ และยิ่งเขาออกเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งค้นพบวัตถุดิบใหม่ ดังนั้น The French Dispatch จึงเปรียบเสมือนการนำวัตถุดิบเก่าที่คุ้นเคยมาปรุงรสให้เข้ากับวัตถุดิบใหม่ ก่อนจะจัดเสิร์ฟลงจาน รอให้ผู้ชมทุกคนไปพิสูจน์รสชาติของมันด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนังแนวอาชญากรเรื่อง CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอมแปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI และประเทศต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา ,

ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูกยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมาเทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง

นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์ เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮสคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพยนต์ที่ถูกสร้างมาจากชีวิตจริงของ Frank W. Abagnale  อาชญากรระดับโลกโดยดัดแปลงมาจากหนังสือ ชื่อเรื่อง Catch me if you can ที่ติด best seller มายาวนานกว่า 20 ปี โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่เคยได้มีโอกาส

อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เมื่อได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้วได้สร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดในหลายๆด้านมาก จึงอยากจะแนะนำให้ลองหามาชมดู เชื่อได้ว่าจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป และจะต้องทึ่งกับหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่างสังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา

นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์คเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง

 ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออก

จากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผลสุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข

คือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็คทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนา

โปรแกรม SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสารสำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ด

สาม แห่ง นอกเหนือจากนี้ เขายังเป็น ที่ปรึกษา ให้ กับ บริษัท ตรวจสอบ บัญชี ที่ ใหญ่ ที่สุดในประเทศ ด้วย นั่นทำให้ Frank ได้รับ เงิน ทดแทน ใน แต่ละปี หลายล้าน ดอลล่า นอกนั้น

ยัง เป็น ที่ปรึกษา ให้กับ สถาบันการเงิน ต่างๆ ทั่วทั้งโลก

รวมทั้ง ยัง เป็น ผู้ฝึก ให้ กับ FBI และ นำเสนอ ให้ความรู้ความเข้าใจ กับ หน่วยงาน ต่างๆ ทั่วโลก

กระทั่ง การบิน ไทย ของ ประเทศ พวกเรา ก็ ยัง เคย เชิญชวน Frank มา ให้ความรู้ความเข้าใจกับ บุคลากรด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ  Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นักต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจาก

ภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องในภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวง

สังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิดว่าการจะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบ

พนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ Frank ในสถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และบินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกง

ค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่าโดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่นทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรง

พยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย นั่นทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่

ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เรา

สามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้

เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่ง

วันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผมอยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่อง

ใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

คลิก ดูหนังออนไลน์