บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.097%  เก็งไบเดนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว 1.097%  เก็งไบเดนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขานรับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโจ ไบเดน

ณ เวลา 00.37 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 1.097% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.859%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นักลงทุนจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ โดยมีความหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่นายโจ ไบเดนได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้

ทั้งนี้ นายไบเดนได้นำเสนอมาตรการ “American Rescue Plan” วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากระดับ 7.25 ดอลลาร์/ชั่วโมงในปัจจุบัน สู่ระดับ 15 ดอลลาร์, การเพิ่มวงเงินในการส่งเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันเป็นคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ได้คนละ 600 ดอลลาร์ และเพิ่มวงเงินช่วยเหลือคนตกงานเป็น 400 ดอลลาร์/สัปดาห์ โดยจะขยายโครงการช่วยเหลือดังกล่าวไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย.

นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของนายไบเดน มิฉะนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับภาวะถดถอยที่ยาวนาน และประสบความเสียหายในระยะยาว

นางเยลเลนยังระบุว่า รัฐบาลของนายไบเดนจะให้ความสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการปรับเพิ่มอัตราภาษี โดยประโยชน์จากการออกมาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะมีมากกว่าค่าใช้จ่ายจากภาระหนี้ที่สูงขึ้น ufa

ถ้าถามว่ายีลด์ระดับ 0.6% ของสหรัฐ และ 1.0% ของไทย เป็นผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุคงเหลือเท่าไหร่

ระหว่าง 1 ปี 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ทุกท่านพอจะเดาได้ไหม

ผู้ที่อยู่ในตลาดอาจทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปนั่นคือยีลด์ที่เราจะได้รับจากการลงทุนในบอนด์ ที่อายุยาวนานถึง 10 ปีทีเดียว! เพราะตอนนี้คือช่วงที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่ำใกล้ศูนย์ (Long-Term Rate Near Zero หรือ LRNZ)

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุการณ์นี้จะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน การลงทุนระยะยาวในบอนด์ยังเป็นเหมาะสมอยู่หรือไม่ และมุมมองต่อสินทรัพย์อื่น ๆ ในตลาดการเงินควรต้องเปลี่ยนไปอย่างไร

ในโลกการเงิน มียุโรปและญี่ปุ่นที่เข้าสู่ยุค LRNZ ไปก่อนแล้ว เราสามารถวิเคราะห์โดยการแบ่งเวลาออกเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่ต้นปี 1990 มาถึงจุดที่ยีลด์หลุดลงต่ำ 1.0% ตั้งแต่ไตรมาสสามปี 2014 ในยุโรป และปลายปี 2011 ในญี่ปุ่น ซึ่งทุกอย่างที่นั่นก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ

สินทรัพย์แรกที่ต้องพูดถึงคือพันธบัตร ซึ่งการเข้าสู่ยุค LRNZ บอนด์ระยะยาวนี้จะเหลือข้อดีอยู่อย่างเดียวคือ “ความผันผวนต่ำ”

จากการแบ่งข้อมูลเป็นช่วงก่อนหลัง LRNZ พบว่าจุดเด่นของบอนด์ด้าน “ผันผวนต่ำ” จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลัง โดย Volatility ของบอนด์ 10 ปีในทั้งสองประเทศนี้ลดลงจาก 9% โดยเฉลี่ย เหลือเพียงราว 3% เพราะดูเหมือนว่าเมื่อเข้าสูงยุค LRNZ ยีลด์ไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เลยในทั้งสองที่

แต่ในทางกลับกัน ข้อเสีย นอกจากจะต้องทนกับผลตอบแทนที่ต่ำแล้ว ความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นหลักทั้ง DAX และ TOPIX ก็จะเปลี่ยนจากลบ 0.6 และ 0.3 ในสองตลาดกลายเป็นบวก หมายความว่าบอนด์ระยะยาวจะเสียความสามารถในการเป็นสินทรัพย์กระจายการลงทุน (Diversification) ไป

ส่วนสินทรัพย์ที่เข้ามารับบท “กระจายความเสี่ยง” ของพอร์ตการลงทุนจะกลายเป็นเงินของแต่ละประเทศ

เพราะยุค LRNZ ทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยหายไปจากสมการตลาดการเงิน นโยบายการเงินจะย้ายไปส่งผลกับมูลค่าของสกุลเงินแทน และนักลงทุนจะย้ายเงินออกไปต่างประเทศ

ผลก็คือความสัมพันธ์ของเงินจะ “กลับด้าน” กับตลาดทุนในประเทศมากขึ้น เห็นได้จาก Correlation ของเงินกับตลาดทุนที่อยู่ในระดับ -0.1 โดยเฉลี่ย ลบมากขึ้นไปเป็น -0.3 สำหรับยูโรและ -0.7 สำหรับเยน เราจึงสามารถใช้เงินต่างประเทศมาลดความเสี่ยงแทนบอนด์ระยะยาวได้

แต่ในฝั่งของหุ้น เรื่องมูลค่าที่จะพุ่งทะลุฟ้าดูจะเป็นเพียงจินตนาการ และภาวะบอนด์ยีลด์ต่ำมากกลับไม่ได้ส่งผลอะไรกับตลาดหุ้นที่ชัดเจน

หลายคนอาจเคยได้ยินวาทะนักลงทุนระดับตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่า “ดอกเบี้ยเหมือนแรงโน้มถ่วงของสินทรัพย์การเงิน ถ้าดอกเบี้ยต่ำ ราคาสินทรัพย์ก็ลอยสูงขึ้นได้” แต่เหตุการณ์จริงในยุโรปและญี่ปุ่นดูจะไม่เป็นอย่างนั้น

โดยระดับ P/E เฉลี่ยก่อนและหลังยุค LRNZ ในทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ไม่มีที่ไหนที่มีตัวคูณ (Multiple) สูงขึ้นอย่างมีนัย ในทางกลับกันระดับ P/E เฉลี่ยในญี่ปุ่นในยุค LRNZ กลับปรับตัวลงจาก 21 เท่าเหลือเพียง 16 เท่าด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนหลายท่านก็อาจคิดว่ายีลด์ที่ต่ำน่าจะทำให้สภาพคล่องหนีมาอยู่ในหุ้นมากขึ้น และความผันผวนก็ควรลดลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นและยุโรปดูจะขัดแย้ง โดยความผันผวนของตลาดทุนทั้งสอง กลับเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 20% ใกล้เคียงกับช่วงยีลด์สูงสำหรับญี่ปุ่น และถือว่าเพิ่มขึ้นจากระดับ 12% จากช่วงก่อนยีลด์ต่ำในยุโรป

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวขึ้น 0.852% นักลงทุนขายพันธบัตร หลังคืบหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวขึ้น 0.852% นักลงทุนขายพันธบัตร หลังคืบหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังมีรายงานความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ณ เวลา 00.20 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.852% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.554%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

แอสตร้าเซนเนก้า เปิดเผยในวันนี้ว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งทางบริษัทพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดมีประสิทธิภาพ 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 หลังจากที่บริษัทระบุว่าก่อนหน้านี้ว่า ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าวัคซีนมีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ย 70%

ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เมื่อวันศุกร์ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน

หาก FDA ให้การอนุมัติ ก็จะส่งผลให้ไฟเซอร์สามารถทยอยใช้วัคซีนดังกล่าวกับชาวอเมริกันกลุ่มต่างๆ โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการในภาคส่วนที่สำคัญ ครูอาจารย์ คนจรจัด และนักโทษในเรือนจำ จะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มต่อไป ตามมาด้วยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

ทั้งนี้ ไฟเซอร์นับเป็นบริษัทแรกที่ยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ต่อ FDA เป็นกรณีฉุกเฉิน โดยบริษัทระบุว่า วัคซีน BNT162b2 มีประสิทธิภาพมากถึง 95% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งสูงกว่าวัคซีนของโมเดอร์นา อิงค์ ซึ่งให้ผล 94.5%

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประจำวันที่ 4-5 พ.ย.ที่มีกำหนดเปิดเผยในวันพุธนี้ เพื่อหาสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นของเฟดเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ufabet

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.662% ก่อนเผยรายงานประชุมเฟด

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 0.662% ก่อนเผยรายงานประชุมเฟด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง ก่อนการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้

ณ เวลา 00.01 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.662% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.388%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันนี้ ซึ่งในการประชุมดังกล่าว คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ให้คำมั่นว่า เฟดจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ หลังการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ – การแพร่ระบาดของโควิด

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตา ข้อมูลเศรษฐกิจ – การแพร่ระบาดของโควิด-19

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ณ เวลา 00.17 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.625% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.319%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้พุ่งขึ้นมากกว่า 14 ล้านราย และมียอดผู้เสียชีวิตเกือบ 6 แสนราย

สหรัฐติดอันดับ 1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ติดเชื้อจำนวน 3,695,581 ราย และมีผู้เสียชีวิต 141,125 ราย

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 73.2 ในเดือนก.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะดีดตัวแตะระดับ 79.0 จากระดับ 78.1 ในเดือนมิ.ย.

ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลง โดยถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ อ่านเพิ่มเติม